แม่และเด็ก

  • Category Archives : แม่และเด็ก
44248780 – child little girl eats vegetable salad using fork

ทำอย่างไรให้ลูกชอบกินผัก?

เราทุกคนย่อมรู้ดีว่าผักมีประโยชน์ต่อร่างกายคนเราขนาดไหนแต่สำหรับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่นั้น อาจจะมีปัญหาหนักอก
ซึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องที่ลูกไม่ยอมกินผัก เห็นผักทีไรต้องเบือนหน้าหนีตลอดซึ่งการไม่กินผักนั้น จะส่งผลเสียหลายๆ อย่างต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งระบบขับถ่าย
ทำให้ลูกเกิดอาการท้องผูก ไม่สบายตัว ไม่ร่าเริง ผิวพรรณไม่สดใส ร่างกายขาดภูมิต้านทานโรค และอื่นๆ อีกมากมาย
การจะวิธีปลูกฝังให้ลูกชอบกินผักตั้งแต่ยังเล็กๆถือเป็นการบ้านชิ้นสำคัญของคุณพ่อคุณแม่เลยทีเดียว
ทำอย่างไร คุณพ่อคุณแม่ถึงจะฝึกลูกให้รักการกินผักตั้งแต่เล็กๆ ได้เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของลูก
เราลองมาทำตามวิธีที่เราจะมาแนะนำกันดังต่อไปนี้
1. เมนูอาหารต้องมีสีสันสดใส
สีสันสดใสในที่นี้ คือ ควรมีผักหลายๆ ชนิดในจาน เพื่อจะได้ไม่ทำให้ลูกไม่เบื่อ
เนื่องจากเด็กที่ไม่กินผักหลายๆ คน อาจจะไม่ชอบกินแค่ผักบางชนิด
หากเราลองสับเปลี่ยนหมุนเวียนเมนูผักดูบ้างจะได้รู้ว่าลูกชอบหรือไม่ชอบผักอะไร
2. พ่อแม่ควรกินผักเป็นตัวอย่าง
เมนูผักควรจัดให้มีอยู่บนโต๊ะอาหารในทุกๆ มื้อ และสิ่งสำคัญคือ
คุณพ่อคุณแม่ต้องกินผักให้ดูเป็นตัวอย่าง
หรืออาจจะชวนลูกทำอาหารที่มีส่วนผสมของผัก ทำให้ลูกเห็นบ่อยๆ
อาจจะคอยบอกประโยชน์ของผักต่างๆ ให้ลูกฟังไปด้วย
เป็นวิธีที่ทำให้ลูกคุ้นชินกับการกินผักมากขึ้น
3. ใส่ผักลงในเมนูโปรดของลูก
ลองสังเกตดูว่าลูกชอบกินเมนูอะไร
จากนั้นลองใส่ผักลงไปเป็นหนึ่งในส่วนผสมของเมนูโปรดนั้นๆ อาจจะใส่ลองไปเป็นชิ้นๆ
ปั่นให้ละเอียด หรือจะบดให้เล็กลงก่อนนำไปเป็นส่วนผสมก็ได้
ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกกินผักได้แบบไม่รู้สึกฝืนมากนัก
4. ตกแต่งอาหารเป็นรูปต่างๆ
อาหารหน้าตาแบบเดิมๆ อาจจะดูธรรมดาและไม่ดึงดูดให้ลูกอยากกินนัก
คุณพ่อคุณแม่อาจเพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์ลงไป
โดยการนำผักมาตกแต่งจานอาหารของลูกเป็นรูปต่างๆ เช่น รูปการ์ตูนที่ลูกชอบ
รูปสัตว์น่ารักๆ ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกและชอบการกินผักมากขึ้น
5. เลือกเสิร์ฟหลังกิจกรรมต่างๆ
หลังจากเด็กๆ ได้ทำกิจกรรมต่างๆ แล้ว จะหมดแรงและรู้สึกหิว
ซึ่งเป็นเวลาที่ทำให้ไม่เลือกทานอาหาร ดังนั้น
เวลานี้จึงเหมาะมากกับการให้ลูกกินอาหารที่มีผัก เพราะเวลาหิวกินอะไรก็จะอร่อย
ทำให้ลูกคุ้นเคยกับการกินผักมากขึ้น ยกตัวอย่างเมนูเช่น แซนวิชทูน่าใส่ผัก
ข้าวต้มหมูใส่แครอท เป็นต้น…

แม่และเด็ก

สิ่งที่คุณพ่อควรรู้ เพื่อเตรียมรับมือคุณแม่หลังคลอด

คุณแม่สามารถเริ่มป้องกันตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ได้ โดยการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นแม่
เริ่มจากการวางแผนการมีลูกร่วมกันกับคุณพ่อ ว่าจะมีลูกเมื่อมีฐานะ และอาชีพที่มั่นคง มีชีวิตการสมรสที่ราบรื่น
รวมทั้งคุณแม่ควรบำรุงร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ
เพื่อจะเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์
เพราะระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายจะทำงานหนักเพื่อประคับประคองให้ลูกน้อยที่
อยู่ในครรภ์สมบูรณ์แข็งแรงและคลอดออกมาอย่างปลอดภัย
การวางแผนที่เป็นไปอย่างราบรื่นจะช่วยลดความวิตกกังวลของคุณแม่ลงได้
บทความนี้จะมาพูดถึงสิ่งที่คุณพ่อต้องเตรียมสำหรับคุณแม่หลังคลอด
1. ช่วยเลี้ยงลูก
การปล่อยให้คุณแม่เลี้ยงดูลูกแรกคลอดแต่เพียงลำพัง
อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพจิตใจของคุณแม่ท่านนั้นได้โดยไม่รู้ตัว เพราะในช่วงหลังคลอด
ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงประกอบกับความเหนื่อยล้าที่ต้องให้นม และดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมง
อาจทำให้คุณแม่จำนวนไม่น้อยเกิดอาการเคลียดได้ เพราะหลังคลอดคุณแม่อาจเกิดภาวะซึมเศร้า เหงา หรือท้อแท้
ภาวะนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างกะทันหัน
เพราะช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนจากรกจะทำให้คุณแม่รู้สึกสดชื่น
2.ออกกำลังกายด้วยกัน
หลังผ่าตัดคลอดประมาณ 20 วันหรือ 3 สัปดาห์ขึ้นไป คุณแม่สามารถขยับร่างกายบริหารครั้งละอย่างน้อย 15 นาที
วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น เพื่อให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติเหมือนก่อนตั้งครรภ์ได้เร็ว ทำให้ร่างกายแข็งแรง
การได้ออกกำลังกายหลังคลอดจะช่วยลดหน้าท้องได้ดี ทำให้ผนังหน้าท้อง
รวมทั้งผนังช่องคลอดที่ผ่านการคลอดและเย็บซ่อมแผลเรียบร้อยไม่หย่อนยาน มดลูกกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ดี
ยิ่งไปกว่านั้น การออกกำลังกายยังช่วยหลั่งสานเอ็นโดฟินซึ่งเป็นสารที่ลดความเครียดอีกด้วย
3.การมีเพศสัมพันธ์หลังคลอดลูก
โดยปกติหลังคลอด 1 เดือนก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ หรือตราบเท่าแผลฝีเย็บจะหายดี
นอกจากนี้บริเวณแผลฝีเย็บจะมีความไวต่อความรู้สึกช่วงมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นก็ควรทำค่อยเป็นค่อยไป
ไม่รีบร้อนจนเกินไปนัก
4.การฟื้นฟูร่างกาย
แม่หลังคลอดจะมีอาการอ่อนเพลียจากการเสียเลือดและฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้นการฟื้นฟูสุขภาพตัวเองให้สมบูรณ์อย่างรวดเร็วคือ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
เพื่อให้สารอาหารไปช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายให้คืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว
และยังส่งผลต่อสารอาหารที่ลูกจะได้รับผ่านน้ำนมแม่อีกด้วย
คุณแม่สามารถเริ่มป้องกันตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ได้ โดยการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นแม่
เริ่มจากการวางแผนการมีลูกร่วมกันกับคุณพ่อ ว่าจะมีลูกเมื่อมีฐานะ และอาชีพที่มั่นคง มีชีวิตการสมรสที่ราบรื่น
รวมทั้งคุณแม่ควรบำรุงร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ
เพื่อจะเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์
เพราะระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายจะทำงานหนักเพื่อประคับประคองให้ลูกน้อยที่
อยู่ในครรภ์สมบูรณ์แข็งแรงและคลอดออกมาอย่างปลอดภัย
การวางแผนที่เป็นไปอย่างราบรื่นจะช่วยลดความวิตกกังวลของคุณแม่ลงได้…

แม่และเด็ก

วิธีที่ทำให้ ทารกน้อยหลับง่าย เพื่อคุณเเม่มือใหม่

ไม่ต้องอดหลับอดนอนอีกต่อไปทารกน้อยที่เพิ่งจะคลอดออกมานั้น แน่นอนว่าเขาไม่รู้คืนรู้วัน
หิวก็ร้อง ง่วงก็ร้อง นอนหลับเป็นเวลาสั้นๆ แรกๆนั้นเขายังปรับตัวไม่ได้
ตอนอยู่ในท้องจะหลับเอง ตื่นเวลาไหนก็ดิ้นให้แม่รู้
แต่ตอนนี้ออกมาตัวเป็นๆให้พ่อแม่มือใหม่เป็นหมีแพนด้ากันซะแล้วไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว
คุณพ่อคุณเเม่มือใหม่เพลียกันแน่นอนทุกบ้านค่ะยิ่งหากต้องตื่นไปทำงานในตอนเช้าด้วยเเล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายเเน่นอน
วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ ที่ทำให้ทารกน้อยหลับง่าย มาฝากกันค่ะก่อนอื่นต้องเริ่มจาก “คุณพ่อคุณแม่ต้องสร้างบรรยากาศให้น่านอน”
ทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกนั้นเหมือนนกน้อยที่เพิ่งเกิดไม่นานเขาจะเรียนรู้ว่านี่คือเวลาที่ควรนอนหลับได้เเล้ว
ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการจัดบรรยากาศเเละสิ่งเเวดล้อมในห้องนอนค่ะก่อนนอนสัก 20 นาที ให้เปิดไฟแบบสลัวๆ
หรี่เสี่ยงหรือปิดทีวีหรือเสียงอื่นๆลงหลีกเลี่ยงกิจกรรมใช้เเรงในช่วงที่ใกล้เวลานอน
เปลี่ยนเป็นการอ่านนิทาน ฟังเพลงโมสาร์ทเบาๆ การอาบน้ำอุ่นๆการร้องเพลงกล่อมเเทน
สร้างบรรยากาศเหล่านี้ให้เกิดขึ้นก่อนเวลานอนเสมอเพื่อบ่งบอกว่าได้เวลาที่หนูน้อยคนดีของพ่อแม่ จะต้องนอนหลับเเล้วนะ
การฝึกนอนด้วยวิธีนี้ควรทำติดต่อกันทุกวันอย่างน้อย 6-7 สัปดาห์ค่ะถัดมา “ฝึกให้ลูกนอนเองเมื่ออายุเกิน 4 เดือน”
เมื่อลูกน้อยอายุเกิน 4 เดือนขึ้นไปเป็นเวลาที่เหมาะสมในการให้เขานอนเองได้เเล้วนะคะ
ถึงเเม้ว่าการกล่อมลูกนอนจะทำได้ง่ายกว่าก็ตามเขายังต้องเรียนรู้ที่จะนอนหลับให้ได้ด้วยตัวเอง เเม้ว่าวิธีนี้จะทำยาก
เเต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่ดีค่ะ เริ่มจากการฝึกให้ลูกนอนเองวันละครั้งเริ่มจากการนอนในครั้งเเรกของวัน
และไม่ควรใช้วิธีดูดนมเพื่อกล่อมนอนจะทำให้ลูกเข้าใจว่าเขาต้องกินก่อนถึงจะนอนได้
เเม้ว่าเขาจะไม่หิวก็ตาม ควรเปลี่ยนจากการนอนไป ดูดนมไปเป็นการที่คุณเเม่ควรให้ลูกดื่มนมเร็วขึ้น เเละในช่วงก่อนนอน
ก็เปลี่ยนเป็นการเล่านิทานหรือร้องเพลงกล่อมเเทนค่ะ
ข้อถัดมาคือ “ไม่ควรให้ลูกเสพย์ติดการนอนดึก”
ในเเต่ละฤดูจะทำให้เวลากลางคืนมืดช้าไปบ้าง เเต่ในเด็กๆควรยึดตามนาฬิกาเป็นหลัก เช่น ปกติเเล้วลูกจะเข้านอนประมาณ
19.00 เเต่ในหน้าร้อน เวลา 19.00 ท้องฟ้ายังสลัวๆ ไม่มืดเสียทีเดียวคุณพ่อคุณเเม่เลยคิดว่า อาจจะยังไม่ต้องเอาลูกนอนก็ได้
ซึ่งนั่นเป็นการกระทำที่ทำให้นาฬิกาชีวิตของลูกรวนได้นะคะเเต่การกลับไปฝึกนอนอีกครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้น
เเละอาจทำให้ลูกนอนยาวๆ ไม่ได้ ตื่นบ่อยขึ้นระหว่างกลางดึกค่ะอีกอย่างคือ คุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องการนอนกลางวัน
คุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าหากไม่นอนกลางวันตอนกลางคืนลูกจะได้เหนื่อยเเละนอนง่ายขึ้น
เเต่นั่นเป็นการทำให้ร่างกายของลูกผลิตฮอร์โมนความเครียดเยอะขึ้นค่ะอาจจะส่งผลทำให้นอนยากขึ้นได้ในตอนกลางคืน
หากลูกส่งสัญญาณว่าหนูง่วงเเล้วคุณพ่อคุณเเม่ก็อย่าลังเลที่จะให้ลูกนอนกลางวันเลยนะคะ
อีกหนึ่งวิธีคือ “ลองให้ลูกน้อยของเรา กล่อมตัวเองดูบ้าง”คุณพ่อคุณเเม่ควรมีเวลาให้ลูกได้นอนหลับไปเองด้วยค่ะ
อย่าเร่งรืบเกินไป หากลูกตื่นขึ้นมากลางดึก อย่าเพิ่งเข้าถึงตัวลูกให้ดูก่อนว่าเขาสามารถกล่อมตัวเองให้หลับต่อได้หรือไม่
หากลูกต้องการกินนม หรืออุ้มกล่อมสักนิดคุณพ่อคุณเเม่ค่อยยื่นมือเข้าไปช่วยค่ะ
และสุดท้าย “สิ่งสำคัญคือระยะเวลา”
คุณพ่อคุณเเม่ต้องอย่าลืมว่าในการฝึกลูกนอนเเต่ละวิธีนั้น
ต้องการการทำซ้ำเเละระยะที่จะฝึกลูก สัก 3 เดือนหากเปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ
โดยไม่มีทั้งความต่อเนื่องเเละระยะเวลาที่นานพอ สิ่งที่ทำมาทั้งหมดอาจไร้ผลไปเลยก็ได้นะคะ
สุดท้ายนี้ขอให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ลองนำไปใช้ลองนำไปปฏิบัติดูนะคะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลายๆบ้านค่ะ…

แม่และเด็ก

ไขคำตอบ : จักรยานช่วยพัฒนาการเด็กได้อย่างไร

จักรยาน คือหนึ่งในสิ่งที่เติบโตมาคู่กับเด็กๆเพราะเป็นสิ่งที่พ่อแม่นิยมซื้อให้ลูกๆขี่
เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะเท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่จะช่วยในเรื่องพัฒนาการของเด็กๆอีกด้วย
แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นแรกของทุกคนที่เริ่มหัดปั่นจักรยานจะเริ่มตากขี่ 3 ล้อก่อนเป็นหลัก
ซึ่งการพัฒนาการต่างๆก็แบ่งออกไปได้หลายอย่าง โดยจักรยานนั้นไม่ใช่แค่ซื้ออย่างเดียว แต่พ่อ
และแม่ต้องมีหลักการในการเลือกซื้อให้ลูกด้วยอย่างการเริ่มต้นปั่นจักรยานสามล้อก็นับเป็นสิ่งที่ดีหากต้อง
การเสริมสร้างพัฒนาการเด็กด้วยจักรยาน โดยจักรยานสามล้อนั้นเหมาะกับเด็กช่วงอายุ 3-4 ปี
โดยเริ่มแรกจะช่วยในเรื่องของฝึกการทรงตัวเมื่อทำได้แล้วจึงเปลี่ยนไปเป็นจักรยานสองล้อโดยมีอีกสอง
ล้อเล้กๆคอบช่วยพยุงด้านหลังเพื่อให้เด็กมรพัฒนาการไปทีละขั้น
ต่อมาคือการเลือกจักรยานนั้นตอ้งเข้าใจก่อนว่าจักรยานคือสิ่งที่จะสร้างพัฒนาการให้กับตัวเด็กโดยจะช่วย
ในเรื่องของร่างกายสร้างการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทำให้เด็กนั้นมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงไม่เจ็บปวดง่ายเกินไป
นอกจากนี้ยังพัฒนาการในเรื่องของสมอง จริงอยู่ที่การปั่นจักรยานนั้นใช้การเคลื่อนไหวของร่างกาย
แต่การกะระยะทางในการปั่นนั้นจะมำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองมากขึ้น
โดยจะช่วยในเรื่องของการใช้กระบวดการคิดวิเคราะห์รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเวลาที่ต้องขี่หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางให้รู้จักการหลบ
และคิดหาเส้นทางอื่นเมื่อเจอทางตันที่ไปไม่ได้ตรงนี้เองที่จะกระตุ้นการทำงานของสมองส่งผลให้เด็กได้พัฒนาการไปอีกด้าน
นอกจากจะเสริมการพัฒนาทางสมองแล้วยังช่วยให้เสริมสร้างทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกายได้อีกด้วย
เพราะการปั่นจักรยานนั้นจำเป็นต้องใช้การเคลื่อนไหวในทุกสัดส่วน
โดยจะช่วยเสริมในเรื่องของการใช้แขนขาในการบังคับจักรยานให้ไปข้างด้าหน้าด้านข้างหรือถอยหลัง
พร้อมทั้งยังช่วยในเรื่องสร้างการเรียนรู้การทรงตัวบนจักรยานได้ด้วย
อีกทั้งยังหัดให้เด็กใช้ร่างกายควบคู่ไปกับการควบคุมวัตถุ
ส่วนการเลือกจักรยานนั้นจำเป็นที่จะต้อวเลือกจักรยานที่มีคุณภาพ เพราะจะทำให้เด็กมีพัฒนาที่ดีมากขึ้น
โดยเลือกจากจักรยานที่ผลิตจากวัสดุที่ได้มาตรฐานแข็งแรงทนทานต่อการใช้งานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการใช้งานรวมถึงความคุ้นค่ากับเงินที่เสียไปด้วย
นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงอายุของเด็กด้วย โดยเด็กเล็กควรจะเริ่มต้นจากจักรยานสามล้อเป็นอย่างแรกซึ่งก็จะมีดีไซน์ และการออกแบบที่แตกต่างกันไป
แต่แน่นอนว่าควรเรื่องจักรที่มีความทนทานต่อการใช้งานเป็นหลัก
โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยเริ่มโตยิ่งต้องซื้อจักรยานที่มีความทนทนนสูงเพระามีค่สองล้ออาจทำให้ล้มหรือ
กระแทกบ่อยๆทำให้ต้องคำนึกควาแข็งแรงเป็นหลักนั่นเอง…

แม่และเด็ก

ผมร่วงหลังคลอด ไม่ได้เป็นเพราะความเครียด

ผมร่วงหลังคลอด ไม่ได้เป็นเพราะความเครียดจากการมีลูกคนแรกหรอกนะ
อ่านข้อมูลต่อไปนี้ซะ
แล้วคุณจะรู้ความเป็นไปความเป็นมาของอาการผมร่วงหลังคลอด
สิ่งที่คุณต้องพบเจอในช่วงหลังคลอด และวิธีรับมือกับอาการผมร่วงนั้น

การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนหลังคลอด
การตั้งครรภ์ทำให้ฮอร์โมนต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็ได้แก่เอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน
ออกซิโทซิน และโปรแลคติน ปริมาณของเลือดก็เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปกติได้ถึง 50
เปอร์เซ็นต์ แต่ทันทีที่คุณคลอดลูก ฮอร์โมนหลายๆ ชนิดก็จะลดระดับอย่างรวดเร็ว
รวมทั้งแอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนด้วย
ซึ่งฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้จะกลับเข้าสู่ระดับบปกติภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด
ถึงแม้ฮอร์โมนโปรแลคตินจะยังคงสูงอยู่ตราบใดที่คุณให้ลูกน้อยกินนมแม่
นอกจากนี้ปริมาณของเลือดก็ลดลงด้วยนะ แต่จะเป็นแบบค่อยๆ ลด
และจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสองถึงสามสัปดาห์หลังคลอด

ฮอร์โมนส่งผลกระทบต่อเส้นผมอย่างไร
เมื่อระดับฮอร์โมนตกฮวบหลังคลอดลูก
ก็ทำให้เกิดอาการผมร่วงแบบเป็นกอบเป็นกำ
ซึ่งเทียบไม่ได้กับอาการผมร่วงในช่วงเก้าเดือนที่ผ่านมาเลย
เนื่องจากอาการผมร่วงคราวนี้จะเกิดขึ้นรุนแรงแบบครั้งเดียวจอด
อาการผมร่วงหลังคลอดนั้นจะเกิดขึ้นหลังคลอดวันไหนก็ได้
และบางครั้งก็จะเกิดแบบต่อเนื่องยาวนานได้ถึงหนึ่งปีเต็ม แต่ช่วงพีคๆ
คือช่วงประมาณ 4 เดือนแรก ฉะนั้นถ้าลูกน้อยของคุณมีอายุแค่สองสามเดือน
แล้วคุณยังมีอาการผมร่วงเป็นกำๆ ไม่ยอมหยุด ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง

วิธีเยียวยาอาการผมร่วงหลังคลอด
อาการผมบางหลังคลอดถือเป็นเรื่องปกติ ถ้าคุณไม่ได้เป็นกังวลในเรื่องนี้
ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเยียวยาใดๆ แต่ถ้าอาการผมร่วงทำให้คุณต้องกลุ้มใจ
ก็ยังมีวิธีเยียวยาอยู่บ้างที่จะทำให้เส้นผมของคุณดูหนาและมีสุขภาพดีขึ้นได้
ซึ่งวิธีพวกนั้นก็ได้แก่

เลิกแต่งผมชั่วคราว
การใช้ความร้อนในการแต่งผมไม่ว่าจะเป็นไดร์เป่าผมหรือคีมดัดผมไฟฟ้า
อาจทำให้เส้นผมของคุณดูบางลงได้ ฉะนั้นพยายามอย่างแต่งผมอะไรมากนัก
ปล่อยให้เส้นผมแห้งเองตามธรรมชาติจนกว่าอาการผมร่วงจะหายไปดีกว่า
นอกจากนี้การแปรงผมแรงๆ ก็อาจทำให้ผมร่วงมากขึ้นได้
ฉะนั้นก็เบามือในการแปรงผมหน่อย และอย่าแปรงผมมากกว่าวันละหนึ่งครั้ง
เอาเวลาแปรงผมไปกอดลูกสุดที่รักของคุณดีกว่า

กินวิตามิน
คุณไม่ควรใช้วิตามินมาทดแทนการกินอาหารที่หลากหลาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่คุณต้องป้อนอาหารให้ลูกผ่านทางน้ำนมด้วย
แต่ถ้าคุณกินอาหารได้ไม่พอเพียง การใช้อาหารเสริมก็น่าจะช่วยได้บ้าง
ถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานอะไรที่บ่งบอกว่าวิตามินชนิดไหนที่มีผลต่ออาการผมร่วง
แต่วิตามินก็ยังมีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม
ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้กินวิตามินเหมือนในช่วงตั้งครรภ์ต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณให้ลูกกินนมแม่

ใช้แชมพูชนิดเพิ่มความหนา
โชดดีที่ยุคนี้มีแชมพูชนิดเพิ่มความหนาแบบเวิร์คๆ อยู่มากมาย
ในขณะที่แชมพูแบบที่ช่วยปรับสภาพเส้นผมนั้นอาจทำให้เส้นผมลีบแบนลงมาได้
รวมทั้งทำให้เส้นผมดูบางลงกว่าปกติด้วย
แต่แชมพูแบบเพิ่มความหนาให้เส้นผมนั้นจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้เส้นผม
ทำให้เส้นผมดูพองหนาได้อย่างยาวนาน

ใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผม
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้มูสส์แต่งผม เพื่อช่วยสร้างภาพลวงตาให้ผมดูหนาขึ้น
ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ควรเปลี่ยนทรงผมซะด้วยเลย ลองปรึกษาช่างตัดผมดูนะ
ว่าจะตัดทรงไหนแล้วช่วยให้แต่งผมให้ดูหนาได้ง่ายขึ้นบ้าง
ถ้าคุณไว้ผมยาวในระดับเดียวกันมาตลอด ก็น่าจะลองเปลี่ยนเป็นผมซอยบ้าง
นอกจากนี้ก็ควรใช้คอนดิชันเนอร์แบบไม่ต้องล้างออกหลังสระผมด้วย

ลองเปลี่ยนสีผม
การเปลี่ยนสีผมจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้เส้นผมได้เป็นอย่างดี ถ้าคุณรู้สึกว่าผมสีเข้มๆ
ของคุณดูบาง ก็อาจเพิ่มมิติให้เส้นผมดูหนาขึ้นด้วยการทำไฮไลท์บริเวณด้านหน้า
ก็จะช่วยทำให้เส้นผมดูหนาขึ้นได้
หรือไม่ก็ลองทำทรีทเม้นท์ที่ช่วยให้เส้นผมดูเป็นเงางามทั่วทั้งศีรษะได้
นอกจากนี้คุณอาจใช้วิธีเปลี่ยนแสกร่วมด้วยก็ได้ อย่างเช่น
ถ้าเคยแสกกลางก็เปลี่ยนมาแสกข้างซะ

เปลี่ยนเท็กซ์เจอร์
สภาพผมทีเหยียดตรงมักจะทำให้ผมดูบางลงได้อย่างชัดเจน
ฉะนั้นถ้าคุณเคยใช้ไดร์เป่าผมหยิกๆ ของคุณให้ดูเหยียดตรงล่ะก็
ควรหยุดการกระทำดังกล่าวได้แล้ว และปล่อยให้เส้นผมแห้งเองตามธรรมชาติ
หรือไม่ก็ลองใช้โรลม้วนผมไฟฟ้าหรือคีมม้วนผมไฟฟ้า
เพื่อช่วยทำให้ทรงผมดูพองสวยขึ้นได้ นอกจากนี้อาจใช้เครื่องประดับผม
อย่างเช่น ที่คาดผม ผ้าพันผม หรือผ้าโพกศีรษะเก๋ๆ
เพื่อช่วยอำพรางอาการผมร่วงได้อย่างมีสไตล์…

แม่และเด็ก

การดูแลทารกแรกเกิด

เด็กแรกเกิดนั้นตอนมีการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องอนามัยและพัฒนาการ
สัญชาติญาณแรกของเด็กแรกเกิดคือการเอาตัวรอด หากมีความรู้สึกผิดปกติเด็กทารกจึงร้อง
นั่นเป็นสาเหตุให้ทารกที่เพิ่งเกิดมักร้อง
รูปร่างทารกแรกเกิด
โดยเฉลี่ยแล้วเด็กผู้ชายจะมีน้ำหนักประมาณ 3.3 กก. สูง 50.5 ซม. ส่วนเด็กผู้หญิงจะมีน้ำหนักประมาณ 3.2 กก. สูง 49.9 ซม.
ร่างกายของทารกในช่วงแรกคลอดนี้ จะดูแล้วไม่น่ารัก เพราะว่าศรีษะจะโตมากกว่าลำตัว อีกทั้งมีใบหน้าอูม
คอสั้น แขนขาก็สั้นไม่เข้าที่ เมื่อจับศีรษะก็จะพบว่าค่อนข้างนุ่ม
เนื่องจากกระโหลกยังประสานไม่สนิทเท่าไรนักโดยเฉพาะกระหม่อมหน้า
ส่วนมือเท้าจะค่อนข้างเย็นเพราะระบบหมุนเวียนเลือดยังทำงานไม่ประสานกันเท่าไหร่
ส่วนอวัยวะเพศชายจะมีไข่อยู่ในถุงอัณฑะเรียบร้อยแล้ว แต่ทารกบางคนก็มีไข่เพียงข้างเดียว
ซึ่งอีกข้างจะตามมาในภายหลังในเวลาไม่นานนัก
ปลายองคชาติจะปิดแต่สามารถปัสสาวะได้และจะเปิดภายหลังเช่นกัน ส่วนอวัยวะเพศหญิงจะมีสีคล้ำเล็กน้อย
ทำความเข้าใจกับภาษาของทารก การเข้าใจภาษาทารกไม่ใช่เรื่องยาก
แต่คุณแม่มือใหม่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับภาษาของทารกโดยเฉพาะลูกคนแรก
การดูแลทารกแรกเกิด ตลอด24ชั่วโมง
เมื่อลูกยังไม่ครบ 1 เดือน คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลอย่างไกล้ชิด วิธีการดูแลลูกน้อยอย่างถูกต้องเหมาะสม
และสังเกตุอาการที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนี้
-หากคุณอุ้มลูกในท่ายืน และปล่อยให้เท้าสัมผัสพื้นเล็กน้อย ลูกจะชักขาขึ้นละม้ายคล้ายการเดินบนอากาศ
-เมื่อถูกอุ้มอย่างรุนแรง เสียงดัง หรือแสงจ้าบาดตา ลูกจะสะดุ้งตกใจพร้อมกับแอ่นหลังขึ้นมา ศีรษะห้อยไปด้านหลัง
แขนขากางกว้างออก และกลับมาอยู่ในท่าห่อตัวอย่างรวดเร็ว
-หากแตะหลังมือหรือหลังเท้าด้านนอก นิ้วมือและนิ้วเท้าของลูกจะกางออก เรียกว่า Babinski Reflex
-ดึงลูกขณะที่นอนอยู่ให้ขึ้นมาสู่ท่านั่ง ลูกจะพยายามตั้งหัวให้ตรง ตาเบิกกว้าง ไหล่ตึง เรียกว่าปฏิกิริยาตุ๊กตาจีน
-หากลูกท้องอืด  หากลูกดูดลมเข้าไปเยอะ ควรให้เรอหลังดูดนมทุกครั้ง และอุ้มนาน 30 นาทีก่อนค่อยให้นอนลง
-ร้องตลอดเวลา การร้องของลูกวัยนี้บ่งบอกถึง การไม่สุขสบาย คุณพ่อคุณแม่ต้องสำรวจว่า เปียก หิว หนาว ร้อน
หรือมดแมลงกัด ให้ค่อยๆสังเกตุอาการ
-เปิดแอร์ได้ หากร้อน อุณภูมิห้องเด็ก ควรอยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส หากเปิดพัดลมไม่ควรสัมผัสทารกโดยตรง
-และไม่ควรสวมใส่ถุงมือตลอดเวลา เพราะเป็นการปิดกั้นพัฒนาการลูก
เด็กวัยแรกเกิดหากใช้มือสัมผัสกับสิ่งรอบข้าง กำๆ แบๆ บ่อยๆ เป็นการเสริมสร้างเส้นใยประสาทเป็นการกระตุ้นที่ดีมาก…

แม่และเด็ก

หัดเยอรมัน โรคที่หญิงตั้งครรภ์ต้องระวัง

หัดเยอรมัน หรือ เหือดเป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
มีอาการไข้และออกผื่นคล้ายหัดแต่มีความรุนแรงและโรคแทรกซ้อนน้อยกว่า หัด
เนื่องจากแพทย์ชาวเยอรมันเป็นผู้อธิบายว่าโรคนี้เป็นโรคใหม่ที่ต่างจากหัด
อย่างไรก็ตาม แม้ หัดเยอรมัน จะไม่ใช่โรคร้ายแรงและสามารถหายได้เองทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั่วไป
แถมไม่มีโรคแทรกซ้อนรุนแรงด้วยแต่หากเกิดกับหญิงมีครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก
เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าทารกในครรภ์ ทำให้ทารกพิการได้
นอกจากนี้ หัดเยอรมัน ยังเป็นโรคที่มักพบระบาดในโรงเรียน
โรงงาน หรือที่ทำงาน ช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน
เกิดจากเชื้อไวรัสรูเบลลา ซึ่งอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย
และติดต่อด้วยการ ไอ จาม หรือ หายใจรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัด และ หัด
โดยระยะฟักตัวของ หัดเยอรมัน จะอยู่ที่ประมาณ 14-21 วัน
จากนั้นจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตที่หลังหู หลังคอ และท้ายทอย
ตามด้วยมีไข้ต่ำๆ ถึงปานกลาง ร่วมกับมีผื่นเล็กๆสีชมพูอ่อนขึ้นกระจายทั่วไปตามร่างกาย
ผ่านไป 3-5 วัน ผื่นจะจางหายไปเอง ไม่ทิ้งรอยแต้มดำๆ
ให้เห็นเหมือนผื่นของ หัด บางรายอาจมีผื่นขึ้นโดยไม่มีไข้
หรือมีไข้โดยไม่มีผื่น และบางรายอาจมีอาการแสบตาเคืองตาเจ็บคอเล็กน้อย ปวดเมื่อยตามตัวเล็กน้อย
สรุปคืออาการโดยทั่วไปมักไม่ค่อยรุนแรงส่วนอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดจาก หัดเยอรมัน
ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ยกเว้นว่าเกิดกับหญิงมีครรภ์ 3 เดือนแรกอาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้
อละทำให้ทารกที่คลอดออกมาเป็นต้อกระจก ต้อหิน หูหนวกหัวใจพิการแบบต่างๆ
เช่นเดียวกับการที่เด็กน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ ตับอักเสบตัวซีด มีจ้ำเขียวขึ้นตามตัว สมองอักเสบ ปัญญาอ่อน
ซึ่งความพิการเหล่านี้อาจคิดร่วมกัน หรือเป็นเพียงอย่างเดียวก็ได้และการช่วยเหลือให้สู่ภาวะปกติทำได้น้อยรายมาก
ดังนั้น หัดเยอรมัน จึงเป็นโรคที่หญิงมีครรภ์ระยะ 3เดือนแรก ควรให้ความระวังเป็นพิเศษเพราะแม้ตัวคุณแม่จะไม่ได้รับผลกระทบร้ายแรง
แต่สุดท้ายแล้วเชื้อไวรัสจะแพร่กระจายไปสู่ลูกน้อยทำให้ออกมาลืมตาดูโลกแบบไม่ปกติ
สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรกระทำคือฉีดวัควีนป้องกันโรคหัดเยอรมันและในระยะที่มีอาการระบาดของโรค หญิงที่แต่งงานแล้ว
ซึ่งยังไม่เคยฉีดวัคซีน หรือไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนควรคุมกำเนิดไว้ก่อนจนพ้นระยะระบาดระหว่างนี้
และควรฉีดวัคซีนป้องกันซึ่งหากฉีดวัควีนป้องกันหัดเยอรมันตอนโต
ไม่จำเป็นต้องมีการฉีดซ้ำเหมือนกับที่รับวัคซีนตอนเด็กที่ต้องฉีดเข็มแรกช่วง 9-15 ปี และฉีดซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 12-16 ปี
แต่หากผู้ใดเป็น หัดเยอรมัน แล้ว ก็จะไม่กลับมาเป็นอีกเรียกว่ามีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิตเลย…

แม่และเด็ก

ความสำคัญของการอยู่ไฟคุณแม่หลังคลอด

การคลอดลูกถือว่าเป็นอะไรที่หนักนาสำหรับคุณแม่ทุกคนจะต้องเจอ มันทำให้คุณแม่รักลูกเท่าชีวิตเพราะว่า
จะต้องเจอกับความเจ็บปวดทรมานมากมายกว่าที่จะได้เห็นหน้าลูกน้อยของตัวเอง
และสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่พักฟื้นจนกลับมาดูแลลูกของตัวเองได้เร็วคือ การอยู่ไฟ ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาของไทย
ที่ต่างชาติยอมรับ วันนี้มาดูกันว่าการอยู่ไฟนั้นสำคัญแบบไหนทำไม
คุณแม่ถึงควรที่จะทำการอยู่ไฟหลังจากที่คลอดลูกออกมาแล้ว
การอยู่ไฟหลังคลอด มีมาตั้งแต่โบราณโดยมีความเชื่อว่า การอยู่ไฟของคุณแม่หลังคลอดจะทำให้ร่างกายคุณแม่ฟื้นตัวได้เร็ว
ร่างกายแข็งแรง การอยู่ไฟสมัยก่อนคือให้คุณแม่หลังคลอดนอนอยู่บนแคร่เล็ก ๆ และตั้งเตาไฟร้อน ๆไว้ใกล้ ๆ
โดยใช้เวลาในการอยู่ไฟนานเป็นเดือน ๆการอยู่ไฟหลังคลอด เป็นเรื่องคุ้นเคยกันดีและเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของคนสมัยก่อน
เพราะคนสมัยนั้นเชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัว สรีระ หรือหน้าท้อง
ทำให้หลังคลอดคุณแม่มีอาการปวดเมื่อยหรืออักเสบของกล้ามเนื้อบริเวณสันหลังหรือที่ขา ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นวิธีดังกล่าว
โดยอาศัยภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อฟื้นฟูร่างกายของคุณแม่หลังคลอด เพื่อปรับสมดุลในร่างกายให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว
โดยใช้ความร้อนเข้าช่วย แต่สำหรับคุณแม่ยุคใหม่ในปัจจุบันอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักกัน หรือยังไม่เคยเห็นว่าเขาทำกันอย่างไร
และคุณแม่บางรายเกิดปัญหาว่าได้รับคำแนะนำหรือถูกบังคับโดยคุณย่าคุณยายให้อยู่ไฟหลังคลอดหลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว
การอยู่ไฟของคนไทยได้ทำสืบต่อกันมานานแล้ว จนบางคนเรียกระยะหลังคลอดว่า “ระยะอยู่ไฟ”
แม้ในวรรณคดีของไทยอันเก่าแก่เองก็ยังกล่าวถึงเรื่องการอยู่ไฟด้วย
“เพราะเชื่อกันว่าการอยู่ไฟจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกายและจิตใจ รวมทั้งช่วยบรรเทาความปวดเมื่อยลงได้
และถือกันว่าเป็นการบำบัดโรคหลังคลอด ทำให้คุณแม่มีสุขภาพดีในภายหน้า เมื่อแก่ตัวลงก็ยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม”
ในสมัยก่อนหมอตำแยจะไม่ได้เย็บแผลช่องคลอดที่ฉีกขาดจากการคลอด
จึงต้องให้คุณแม่นอนบนกระดานแผ่นเดียวจะได้หนีบขาทั้งสองข้างไว้ ช่วยให้แผลติดกันได้ แต่เมื่อนอนไปนาน ๆ
ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวก็จะทำให้เกิดความอ่อนล้า เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อจะลุกก็อาจจะเป็นลมได้
จึงต้องมีการผิงไฟเพื่อช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น การไหลเวียนของเลือดจึงดีขึ้นตามไปด้วย
และเชื่อกันว่าจะทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วยิ่งขึ้นด้วย…

แม่และเด็ก

ตาแดงในเด็ก ไม่เล็กอย่างที่คิด

ตาแดงเป็นโรคที่พบได้ในทุกเพศทุกวัยมีการระบาดเป็นระยะ และพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะมากที่สุดหน้าฝน
โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงทำให้สามารถป่วยและแพร่เชื้อติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว
หนึ่งในโรคสำคัญที่มักระบาดในฤดูฝนหรือในช่วงที่มีน้ำท่วม ก็คือ โรคตาแดง
ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตาและติดต่อแพร่ระบาดผ่านกันได้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กๆ ที่มีนิสัยชอบเล่นน้ำโรคตาแดง เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตาที่ติดเชื้อไวรัส
เป็นกลุ่มอาดิโนไวรัส (Adenovirus) ที่แบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆได้มากกว่า 50 กลุ่ม และประมาณ 1 ใน 3
สามารถทำให้เกิดโรคตาแดงได้ ถือเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดและมักเกิดกับเด็กเล็กๆ
ซึ่งการติดเชื้อไวรัสตาแดง จะมีทั้งหมด 3 ชนิดด้วยกัน คือ
ชนิดคออักเสบร่วมด้วย, ชนิดตาอักเสบไม่มาก และชนิดตาอักเสบรุนแรง
แถมยังมีโอกาสเกิดโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้ด้วยเช่นเดียวกับภูมิแพ้ โดยจะมีอาการคล้ายติดเชื้อจากไวรัสนั่นเอง
อาการของโรคตาแดง จะมีอาการตาแดง เคืองตาตาขาวจะมีสีแดงเรื่อๆ เพราะมีเลือดออกที่เยื่อบุตาขาว
น้ำตาไหลเจ็บตา มักจะมีขี้ตามากร่วมด้วยโดยอาจเป็นเมือกใสหรือสีเหลืองอ่อน
จากการติดเชื้อแบคทีเรียมาพร้อมกันนอกจากนี้ต่อมน้ำเหลืองหลังหูมักเจ็บและบวม
มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อนแล้วจะติดต่อมายังตาอีกข้างได้ภายใน 1-2 วัน ถ้าไม่ระวังให้ดี
ถ้าระมัดระวังไม่ให้น้ำตามข้างทางที่ติดเชื้อไวรัสมาถูกตาข้างที่ดีก็จะไม่เป็นตาแดง แต่ส่วนใหญ่มักเป็นไปอีกข้างอย่างรวดเร็ว
ส่วนผู้ที่มีอาการตาแดงจากเชื้อแบคทีเรีย จะมีอาการตาแดงเคืองตา เจ็บตา มีขี้ตามากลักษณะข้นๆ แบบหนอง
เวลาตื่นนอนตอนเช้ามักมีขี้ตามากจนทำให้เปลือกตาติดกันแต่อาการจะไม่เฉียบพลันและรวดเร็วเท่าโรคตาแดงจากเชื้อไวรัส
ขณะเดียวกันพ่อและแม่ยังต้องระวังโรคแทรกซ้อนจากตาแดงด้วยเพราะมักมีอาการกระจกตาอักเสบแทรกซ้อน ซึ่งจะดีขึ้นใน 3
สัปดาห์ หรือ 1-2 เดือน ทำให้ตามัวพร่าอยู่เป็นเวลานานนอกจากนี้ยังมีตาดำอักเสบร่วมด้วย
ดังนั้น ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการรักษาคุณควรป้องกันลูกน้อยให้ห่างไกลจากการเป็นตาแดง
เริ่มจากหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอต้องไม่คลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย
หรือถ้ามีฝุ่นละอองและน้ำสกปรกเข้าตาควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที
นอกจากนี้ก็ไม่ควรปล่อยให้แมลงหวี่หรือแมลงวันตอมตาหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
และไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้มือแคะ แกะเกาหน้าตาด้วย…

แม่และเด็ก

ลูกเลือกกิน ทำอย่างไรดี

พฤติกรรมการบริโภคอาหารของลูกนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก สำหรับคนเป็นแม่
เพราะการขาดโภชนาการที่ดีของเด็กนั้นจะทำให้ร่างกายและสมองของเด็กไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่
ซึ่งส่งผลเสียระยะยาวในด้านต่างๆ เช่น ด้านผลการเรียน และสุขภาพในอนาคตของเด็ก
และหากเด็กมีภาวะดังกล่าวในขั้นรุนแรงอาจมีผลต่อโอกาสการมีชีวิตรอดของเด็กได้ด้วย

เมื่อลูกเลือกกินควรทำอย่างไร
1.คุณแม่ควรจัดแบ่งอาหารให้ครบหมวดหมู่ แต่อาจจะตกแต่งหน้าตาอาหารให้ดูหน้ากิน
เช่นตกแต่งเป้นรูปสัตว์หรือดอกไม้ที่เด็กชื่นชอบ เน้นสีสันที่สวยงามเพื่อให้ลูกน้อยเจริญอาหาร
และควรมีอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ฯลฯ หรือเมล็ดธัญพืชที่ให้สารอาหารโปรตีน เช่น
ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง หรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว อาทิ เต้าหู้ เต้าฮวย เต้าเจี้ยว
ซึ่งอาหารประเภทดังกล่าวนี้จะให้สารอาหารโปรตีนที่มีความจำเป็นต่อการเจริญ
เติบโตของร่างกายและช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายด้วย

2.เลือกอาหารที่ลูกชอบมาในแต่ละมื้อ เช่นขนมปังหรือขนมเค้กแต่อาจจะใช้ขนมปังที่เป้นโอลวีท ที่ดีต่อสุขภาพ
ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าว
อาหารเหล่านี้จะให้สารอาหารคาร์โบไฮเดรทเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งจะให้พลังงานแก่ร่างกายในการออกแรงเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ

3.เด็กส่วนใหย่จะไม่ทานผัก คุรแม่อาจจะหั่นผักให้เป็นรูปต่างๆที่เด็กชื่นชอบ และควรต้มผักให้สุกก่อน
เพื่อง่ายต่อการกิน เช่นผักบุ้ง ผักตำลึง มะเขือเทศ ฟักทอง ผักใบเขียว แตงกวา เป็นต้น
ผักเหล่านี้จะให้สารอาหารวิตามินชนิดต่างๆ เช่น วิตามินเอที่มีอยู่ในผักใบเขียว วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี ฯลฯ
ซึ่งสารอาหารประเภทวิตามินจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรค
ช่วยทำให้ระบบต่างๆในการทำงานของร่างกายเป็นปกติ
ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดเนื้องอกต่างๆด้วย

4.ผลไม้ เป้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในแต่ละมื้อ เพราะมีประโยชนืต่อร่างกาย เช่น กล้วย ส้ม เงาะ ลำไย ทุเรียน มะม่วง
ฯลฯ อาหารเหล่านี้จะให้สารอาหารประเภทเกลือแร่ และวิตามิน ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโต

5.พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดี
การรับประทานอาหาร เด็กวัยนี้จะเรียนรู้จากการเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลที่เด็กเคารพนับถือ
บุคคลที่มีชื่อเสียง และเรียนรู้พฤติกรรมของเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันกับเด็ก ดังนั้น
ครูหรือบุคลากรที่อยู่ในโรงเรียนจึงเป็นแบบอย่างที่ดีในการบริโภคหรือรับ ประทานอาหารที่ถูกต้องให้กับเด็ก เช่น
การรับประทานอาหารให้ครบหมู่ การรับประทานอาหารให้เพียงพอ
การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และคุณค่าต่อร่างกาย การรับประทานอาหารอย่างหลากหลาย
รับประทานผักทุกวัน และควรสร้างสุขนิสัยที่ดีในด้านอนามัยต่างๆ ด้วย
อย่างไรก้ตามการบริโภคอาหารที่ถูกหลัก ครบถ้วน เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายทุกมื้อ
จะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เจ็บป่วย ทำให้การดำรงชีวิตเป็นปกติของลูกน้อย…