แม่และเด็ก

  • Category Archives : แม่และเด็ก

ภาวะเบาหวานและการรักษาโรคเบาหวานในคุณแม่ตั้งครรภ์

ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะที่ผู้หญิงตั้งครรภ์มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ
การเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์สามารถเกิดได้กับคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็ได้แม้จะไม่มีประวัติทางกรรมพันธ์ก็ตาม
ซึ่งถ้าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะส่งผลให้ทารกที่คลอดออกมาไม่แข็งแรงรกไม่สมบูรณ์ หรือทารกอาจได้ผลกระทบจากภาวะน้ำตาลสูง ตัวโตกว่าปกติ
คลอดลำบาก พอคลอดออกมา อาจมีภาวะแทรกซ้อนน้ำตาลในทารกต่ำหรือมีภาวะปอดไม่แข็งแรง หายใจลำบาก เป็นต้น
สามารถเกิดขึ้นได้ทุกระยะการตั้งครรภ์
แต่โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาครึ่งหลังของการตั้งครรภ์อย่างไรก็ตามภาวะนี้จะไม่เกิดขึ้น
หากคุณแม่ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ดีและอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ออกกำลังกาย และการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์
จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและลดภาวะเสี่ยงต่าง ๆได้
ซึ่งโดยปกติแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงจนกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหลังคลอดค่ะ
อาการของเบาหวานขณะตั้งครรภ์
เบาหวานขณะตั้งครรภ์
ส่วนใหญ่แพทย์จะตรวจพบภาวะดังกล่าวได้จากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
แต่ผู้หญิงตั้งครรภ์บางรายอาจมีอาการกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ปากแห้ง
และรู้สึกเหนื่อยหากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ซึ่งบางอาการค่อนข้างคล้ายคลึงกับอาการของคนตั้งครรภ์ ดังนั้น
ควรปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการที่เผชิญอยู่
สาเหตุของเบาหวานขณะตั้งครรภ์
เบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระหว่างที่ตั้งครรภ์ ทำให้หญิงตั้งครรภ์บางรายเกิดภาวะร่างกายต่อต้านอินซูลิน
ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ผลิตขึ้นจากเซลล์ในตับอ่อนและทำให้ร่างกายเผาผลาญกลูโคสเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากร่างกายมีระดับอินซูลินต่ำหรือร่างกายดื้อต่ออินซูลินจะส่งผลให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ
การรักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์
จำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อสุขภาพของตนและทารกในครรภ์
และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งขณะตั้งครรภ์และขณะคลอด
โดยเรามีแนวทางในการรักษาภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาฝากค่ะ ได้แก่
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วยการบริโภคผัก
ผลไม้และธัญพืช เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดถัดมาคือการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
เพราะเป็นการกระตุ้นน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้เคลื่อนเข้าสู่เซลล์เพื่อผลิตเป็นพลังงาน
และยังช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินด้วย นอกจากนี้ยังมีวิธีการใช้ยารักษาหากระดับน้ำตาลในเลือดยังคงสูงอยู่
หลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและออกกำลังกายมาระยะหนึ่งแล้ว
แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ยาฉีดอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ…

อาหารช่วยกระตุ้น เสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อย

การกินอาหารที่มีโภชนาการสูงตรงตามวัยจะ ทำให้สมองของลูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
และเมื่อพูดถึงอาหารเสริมสำหรับเด็กหรือทารกน้อย ก็จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการที่จะค่อยๆ
ฝึกให้ลูกน้อยรับประทานอาหารเสริมอย่างถูกต้อง
เพื่อเขาจะได้มีพัฒนาการด้านโภชนาการที่เหมาะสมเมื่อลูกน้อยเติบโตขึ้น
อาหารเสริมสำหรับเด็กก็คืออาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กแต่ละวัยนั่นเอง
อาหารเสริมที่ดีต่อพัฒนาการของลูก
-เนื้อปลา เเนื่องจากเนื้อสมองของคนเราประกอบไปด้วยไขมัน ดังนั้นจึงควร บำรุงด้วยไขมันชั้นดีอย่างเนื้อปลา
ปลาทู ปลาซาดีน ปลาแซลมอน โดยเฉพาะปลาแซลมอนที่อุดมไปด้วยกรดไขมัน มีโอเมก้า3 DHA และ EPA
ที่ช่วยในการสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง
ไข่ไก่ มีสังกะสีและธาตุเหล็ก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมองในไข่ 1 ฟองจะอุดมไปด้วยโปรตีน
ยิ่งตรงไข่แดงจะมีโปรตีนเยอะที่สุด ดังนั้นลูกควรได้รับประทานไข่อย่างน้อยวันละ 1ฟอง
-ถั่ว จะช่วยเรื่องเสริมความจำ และบำรุงสมอง และยังเป็นแหล่งอาหารสำคัญของโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต
-ไอโอดีน สำคัญกับการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งจำเป็นกับการเจริญเติบโตของร่างกาย และสมอง
ถ้าขาดหรือได้รับไม่เพียงพอจะมีผลต่อระดับสติปัญญามีใน อาหารทะเล สาหร่ายทะเล
-สังกะสี สำคัญสำหรับการส่งถ่ายข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย คือ เนื้อสัตว์
อาหารทะเล ถั่ว ฟักทอง
-อาหารเช้าก็สำคัญไม่แพ้กัน เด็กวัย 1-3 ปี เป็นวัยเรียนรู้ที่ต้องการพลังงานจากอาหาร เพื่อการเรียนรู้อย่างมาก
โดยเฉพาะพลังงานจากอาหารมื้อเช้า เพราะช่วงเวลาจากมื้อเย็นถึงเช้าวันใหม่ค่อนข้างยาว
และสมองเป็นอวัยวะส่วนที่ต้องการพลังงานสูงในการทำงาน มื้อเช้าจึงเป็นมื้อสำคัญสำหรับเด็กๆ ที่ไม่ควรละเลย
-เนย เพราะว่าเนยมีสารอาหารที่จะช่วยบำรุงสมองและเพิ่มความจำ และยังต่อต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วยค่ะ
กินอย่างไรให้ฉลาด
1.อาหารเสริมสมองอย่างแรกที่ต้องให้ลูกก็คือนมแม่ เพราะในนั้นครบถ้วนทั้งสารอาหารเสริมสมอง
อีกทั้งภูมิ
ต้านทานมากมายที่อาหารชนิดไหนก็เทียบไม่ได้เลย
2.เมื่อถึงวัยอาหารเสริม ต้องเลือกอาหารที่มีประโยชน์เหมาะสมตามวัย ทั้งชนิดและลักษณะอาหาร
เพิ่อให้ลูกคุ้น
ชินกับอาหารอื่นนอกจากนม
3.เมื่อถึงวัย 1 ปีขึ้นไป เป็นวัยเรียนรู้อย่างมากมาย ที่สามารถปลูกฝังเรื่องต่างๆ
ให้เป็นนิสัยไปจนโตได้ตั้งแต่วัยนี้
รวมทั้งเรื่องการกิน ควรจัดอาหารให้ลูกได้เรียนรู้รสชาติ รูปแบบ
พร้อมเป็นต้นแบบในการรู้จักเลือกกินอาหารที่ดีมี
ประโยชน์ ถ้าเด็กฉลาดในการกินแล้ว สิ่งที่จะได้ตามมาย่อมมีมากกว่าความฉลาดอย่างแน่นอน…

แม่และเด็ก.มาสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อยในครรภ์กันเถอะ

คุณพ่อคุณแม่อย่าคิดไปเองนะคะว่าลูกน้อยไม่รับรู้อะไรตอนเขาอยู่ในท้อง
ลูกน้อยของเรานั้นสามารถรับรู้และตอบสนองผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5ได้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่นะคะ เพราะ
เจ้าลูกน้อยของเรานั้นเซลล์สมองกำลังแบ่งตัวอย่างรวดเร็วเชียวค่ะ
มาอ่านกันดูนะคะว่าเราจะมีเทคนิคกระตุ้นพัฒนาการสมองให้เจ้าลูกน้อยได้อย่างไรกันบ้างช่วง 1-3 เดือนแรก (ไตรมาสที่ 1)

-พูดคุยกับลูกน้อยในครรภ์ สัมผัสหน้าท้องอย่างแผ่วเบา
การลูบคลำหน้าท้อง พูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยกระตุ้นสมองให้ลูกคุ้นเคย
และจดจำเสียงของคุณพ่อคุณแม่ได้ นอกจากนี้ยังสร้างความรัก
ความผูกพันพ่อแม่ลูกให้มากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

-ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ
8 แก้ว ดื่มนมวันละ 2 แก้ว
เลือกแบบที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและการสร้างเสริมเซลล์สมองลูก
เช่น โฟเลต แอลฟา-แล็คตัลบูมิน ดีเอชเอ วิตามินต่างๆ ฯลฯ

-ใช้ดนตรีและเสียงเพลงช่วย หมั่นพูดคุย ร้องเพลงให้ลูกน้อยฟัง
จะช่วยให้สมองของลูกจดจำได้ดี

-สร้างสภาพแวดล้อมให้ดี ได้รับอากาศดีๆ ถ่ายเทสะดวก
คุณแม่ต้องไม่เครียด กังวล มีอารมณ์ดีสม่ำเสมอ เมื่อคุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย
จิตใจแจ่มใส ก็จะส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีตามมาค่ะ
ช่วง 4-6 เดือน (ไตรมาสที่ 2)

-การทดสอบลูกดิ้น อาจกระตุ้นลูกด้วยการนวดวนเบาๆที่ท้อง
จับหน้าท้องโต้ตอบทักทายเวลาลูกดิ้น
เพื่อให้ลูกเรียนรู้ปฏิกิริยาที่มากระทบและหัดโต้ตอบได้
คุณแม่คุณพ่อควรสัมผัสหน้าท้องคุณแม่บ่อยๆ เพื่อพูดคุยกับลูกน้อย

-สมองของลูกในช่วงนี้มีการขยายตัว
และมีเซลล์ประสาทที่เกือบเท่ากับผู้ใหญ่
คุณพ่อคุณแม่จึงควรกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกน้อยด้วยการอ่านหนังสือ ร้องเพลง
และพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยกระตุ้นการได้ยินของลูกให้พัฒนามากยิ่งขึ้น
ช่วง 7-9 เดือน (ไตรมาสที่ 3)

-กระตุ้นสายตาด้วยการใช้ไฟฉายแสงสีเหลืองนวลส่องที่บริเวณหน้าท้องของคุณแม่
ในช่วงอายุครรภ์ราวๆ 7 เดือนขึ้นไป เพื่อกระตุ้นให้ลูกน้อยได้เห็นแสงไฟรู้จักความมืดความสว่าง
กระตุ้นสมองส่วนการรับภาพและการมองเห็นของลูกให้ทำงานดีขึ้นและพร้อมสำหรับการมองเห็นหลังคลอด
-สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ควรมีอารมณ์ดีอยู่เสมอ
ไม่เครียด เลือกทำแต่กิจกรรมที่ผ่อนคลาย ฟังเพลงหรืออ่านหนังสือเพื่อช่วยให้อารมณ์แจ่มใส สดชื่น

-กระตุ้นประสาทสัมผัสและสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกให้ลูกน้อย ด้วยการนวด
และการลูบไล้หน้าท้องเป็นวงกลม จากบนลงล่างหรือล่างขึ้นบน
จะช่วยกระตุ้นสมองให้ลูกคุ้นเคยกับการสัมผัสของคุณพ่อคุณแม่
และได้เรียนรู้ถึงส่วนต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย

-กระตุ้นการฟัง หมั่นพูดคุยกับลูกน้อยในท้อง ร้องเพลง
หรือเปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ โดยให้อยู่ห่างจากท้องประมาณ 1 ฟุต
เพื่อให้คลื่นเสียงกระตุ้นระบบประสาทส่วนการได้ยินของลูกให้ตื่นตัว…