แม่และเด็ก

  • Category Archives : แม่และเด็ก
แม่และเด็ก

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เด็กมีพัฒนาการสมวัย

คำว่าแม่นั้นในความหมายของคุณหมอคือ ต้องเป็นคนที่ทุ่มเทให้ลูก
เวลาที่ลูกร้องก็สามารถเข้าไปอุ้มและทำทุกอย่่างให้ลูกได้ตลอดเวลา เนื่องจากเด็กจะไว้ใจแม่มากที่สุด
และนอกจากจะเลี้ยงให้ดีแล้ว ก็จะต้องเลี้ยงลูกให้โตสมตามวัยที่ควรจะเป็นด้วย
พัฒนาการของลูกน้อย
พัฒนาการที่สำคัญอีกอย่างของเด็กคือ กล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณแขนขา แน่นอนว่าเด็กจะทั้งเดิน วิ่ง
และใช้พลังแขนขาอย่างมาก เช่น การขว้างปาข้าวของ
แต่พอแม่อย่าไปอารมณ์เสียกับลูกควรเปลี่ยนลูกมาเล่นปาของแทนจะดีกว่า
เพราะถ้าห้ามอาจกลายเป็นการขวางพัฒนาการของลูกน้อยได้ หากลูกน้อยมีการเจริญเติบโตช้าในช่วงอายุ 1-2 ปี
แต่ไม่มีความผิดปกติอื่นๆ จึงได้แนะนำให้ปรับปรุงเรื่องพฤติกรรมการทานอาหารให้เหมาะสม
และตรวจติดตามอาการก็พบว่าดีขึ้นตามลำดับ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาของเด็ก
1.พันธุกรรม เป็นสิ่งที่ติดตัวมากับเด็กตั้งแต่เกิด
2.สิ่งแวดล้อม เด็กที่ถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมต่างกัน มีความสามารถและเฉลี่ยวฉลาดแตกต่างกัน
3.อาหาร การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน และเพียงพอ
ทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตดี และพัฒนาการก็ดีตามมาด้วย
เทคนิคการเสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อย
การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง
การ อ่านหนังสือให้ทารกฟังตั้งแต่เล็ก ดูรูปถาพและพลิกหนังสือไปพร้อมๆกันทีละหน้า
ทำความรู้จักกับเนื้อหาต่างๆในหนังสือ ทำให้เกิดการเรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์
ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้เด็กผ่อนคลายและเพลิดเพลินไม่ติดทีวีเมื่อโตขึ้น 
ปล่อยให้ลูกเป็นฝ่ายนำ
พยายามดึงจุดเด่นของเด็กออกมา และช่วยเหลือพัฒนาจุดด้อยของเด็กให้ดีขึ้น
ให้ความช่วยเหลือเมื่อเขาต้องการ ไม่ควรให้การช่วยเหลือหรือยัดเยียดสิ่งที่เด็กไม่ต้องการหรือไม่ชอบ ดังนั้น
ผู้ใหญ่จึงช่วยให้ถูกวิธี ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการบงการ เด็กควรจะได้เรียนรู้สิ่งที่ตนสนใจ
ไม่ใช่เรียนรู้ตามความต้องการของผู้เลี้ยงดู
การเรียนรู้และการเล่นสนุก
การเล่นของเด็กก็คือการเรียนรู้ เด็กได้ฝึกทักษะการใช้มือจากการหยิบจับของเล่น
การเล่นกับเด็กคนอื่นๆสอนให้เด็กเข้าใจความสำคัญของการปรับตัวเข้าสังคม รู้จักการควบคุมอารมณ์ การแบ่งปัน
การแก้ปัญหา การใช้ภาษา การเล่นสนุกช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายและสติปัญญา
ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และพัฒนาระบบประสาทการมองเห็น การได้ยิน และการทรงตัวอีกด้วย…

แม่และเด็ก

4 วิธีเลี้ยงลูกตามแบบฉบับ ชมพู อารยา

เล่นแบบบ้านๆ ล้มเป็นล้ม
ให้อยู่กับดิน กับหญ้า เล่นแบบบ้านๆ ปล่อยเต็มที่ ถึงแม้ว่าการเลี้ยงลูกในวัยที่กำลังหัดเดินต้องระวังมากขึ้น แต่ แม่ชม
ก็ไม่ได้ไปขัดขว้างหรือประคบประงอมมาก ปล่อยให้เดินบ้างล้มบ้าง จะเห็นได้เลยว่า สายฟ้าและพายุ
เดินได้ตั้งแต่ก่อนขวบ นี้คงเป็นการเลี้ยงลูกแบบปล่อยบ้าง ระวังบ้าง จึงทำให้เดินได้เร็วขึ้น
รวยแค่ไหนก็ซื้อของเซลล์ให้ลูก
หลังจากที่บอกกันชัดๆ ไปแล้วว่า มักจะซื้อของใช้ราคาเซลล์ให้ลูกเพื่อเป็นการประหยัด เพราะเด็กค่อนข้างที่จะโตไว
ทำให้ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าอยู่บ่อยๆ ก็ทำเอาแม่ๆ และแฟนๆ เซอร์ไพรส์เพราะระดับ ชมพู่ อารยา
ไอคอนด้านแฟชั่นของไทย ยังซื้อของเซลล์ให้ลูกชายแบบนี้ แม่ๆ คนอื่นที่กำลังคิดจะซื้อของแพงๆ ให้ลูกต้องคิดให้ดี
ใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่เผื่อโต
ในเมื่อเด็กโตไว้ ซื้อเผื่อโตไปเลยแล้วกัน นี่คงเป็นคำพูดที่หลายครอบครัวชอบพูดกัน กับบ้านแม่ชมก็เช่นกัน จะเห็น
สายฟ้าและพายุ ใส่เสื้อยาวแทบจะถึงเข่า จนแฟนๆ แซวกัน เรียกได้ว่าใส่กันได้ยาวๆ ไม่ต้องเสียเงินซื้อบ่อยๆ
และถึงจะมีน้าๆ ป้าๆ ค่อยซื้อเสื้อผ้าแพงๆ ให้พี่สายฟ้าและพายุ แต่ก็ยังเห็นทั้งคู่ใส่ชุดซ้ำอยู่บ่อยๆ แบบไม่แคร์ใคร
แค่ลูกใส่สบายก็พอ
ฝึกให้ลูกกินได้ด้วยตัวเอง
พาเอาแฮชแท็ก #fruitoftheday เป็นที่ติดตาม เมื่อแม่ชมมักจะโพสต์คลิปการกินอาหารของ 2 แฝด มีทั้งผัก ผลไม้
รวมไปถึงอาหารต่างๆ ในสไตล์ Baby Led Weaning หรือ BLW เน้นให้ลูกกินได้ด้วยตัวเอง ให้อิสระให้การเลือกกิน
ที่คนดูเห็นแล้วอดยิ้มตามไม่ได้อย่างล่าสุดกับเมนูข้าวเหนียวที่สายฟ้าและพายุกินอย่างเอร็ดอร่อยแทบจะยกกระติ๊บไปเลย
สำหรับใครที่ชอบการเลี้ยงลูกสไตล์นี้ของแม่ชม จะลองปรับใช้ให้เข้ากับครอบครัว
แล้วเราจะมีความสุขเมื่อเห็นลูกของเรามีพัฒนาการด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน
เหมือนที่เราเฝ้าติดตามน้องแฝดนั้นเอง…

แม่และเด็ก

อาหารที่ดีต่อคุณแม่หลังคลอด

คุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งคลอดลูกในช่วงแรก
อาจจะยังไม่มีนำนมแม่จึงจำเป็นต้องได้รับอาหารเพื่อช่วยบำรุงร่างกายและทดแทนพลังงาน
พร้อมช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมสำหรับทารก ซึ่งอาหารสำหรับคุณแม่หลังคลอด
ก็ไม่ได้แตกต่างจากอาหารที่รับประทานในช่วงตั้งครรภ์มากนัก
บทความนี้จึงมาบอกถึงอาหารที่ช่วยเร่งน้ำนมและบำรุงคุรแม่หลังคลอด

  1. นมพร่องมันเนย
    การดื่มนมสด หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากนมพร่องมันเนย หรือนมที่มีไขมันต่ำ เช่น โยเกิร์ต หรือชีส
    นอกจากจะให้พลังงานแล้ว ยังได้รับคุณค่าจากโปรตีน วิตามินบี
    พร้อมด้วยแคลเซียมที่มีส่วนช่วยในการพัฒนากระดูกและฟันของลูกน้อย
  2. เนื้อที่ไม่มีไขมัน
    คุณแม่ลูกอ่อนควรทานเนื้อที่มีไขมันน้อย หรือเนื้อที่ไม่มีไขมัน ซึ่งเป็นเนื้อที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก โปรตีน
    และวิตามินบี 12 เหมาะแก่การเสริมสร้างพลังงานสำหรับคุณแม่หลังคลอดและคุณแม่ที่กำลังให้นมลูก
    3.เมนูขิง
    อาหารอีกจานที่มี ส่วนประกอบขิงและเนื้อสัตว์นำมาผัด เช่น ไก่ผัดขิง จะช่วยให้โปรตีนสูง เพิ่มพลังให้กับร่างกาย
    และเร่งน้ำนมสำหรับแม่ลูกอ่อนได้ดี
    4.ข้าวกล้อง
    คุณแม่หลายคนงดทานข้าวเพราะคิดว่าการทานแป้งจะยิ่งทำให้อ้วนและลดน้ำหนักได้ ยาก แต่ความจริงแล้ว
    ข้าวเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตซึ่งให้พลังงานอย่างมาก
    โดยเฉพาะข้าวกล้องที่ให้พลังงานสูงแถมยังมีแคลอรีน้อยกว่าข้าวขาวอีกด้วย
    5.กระเทียม
    กระเทียม หนึ่งในอาหารที่ช่วยในการผลิตน้ำนม และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่หลังคลอด
    ทั้งยังช่วยต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อในร่างกายได้อีกด้วย
    แต่คุณแม่ไม่ควรทานกระเทียมมากเกินไป เพราะอาจทำให้น้ำนมมีกลิ่นและลูกอาจไม่ยอมทานนมแม่
    6.มะละกอ
    มีของคาว ของหวาน และเครื่องดื่มไปแล้ว มาถึงเมนูผลไม้อย่างมะละกอ
    ที่มีวิตามินซีสุงสามารถกินตอนสุกหรือนำผลดิบมาปรุงเป็นอาหาร เช่น  แกงส้มมะละกอ ฯลฯ
    ที่ถือว่าเป็นสูตรอาหารเรียกน้ำนมอย่างดีที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำนมไม่พอได้ และยังช่วยแก้ท้องผูกได้
    7.ไข่
    ไม่ว่าจะเป็นไข่เป็ด ไข่ไก่ หรือไข่นกกระทา ก็ล้วนเป็นแหล่งพลังงานและเป็นแหล่งโปรตีนชั้นสูง
    ทั้งยังมีวิตามินที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต รวมไปถึงช่วยพัฒนากระดูกและกล้ามเนื้อของทารกอีกด้วย
    อาหารที่คุณแม่หลังคลอดควรงด
    1.อาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น ข้าวหมาก ผลไม้ดอง พั้นซ์ ไวน์ สุรา
    2.เครื่องดื่มที่มี คาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลมประเภทโคล่า
    3.อาหารรสจัด
    4.ของหมักดอง
แม่และเด็ก

ดูเเลลูกน้อยของเราให้โตขึ้นเป็นเด็กที่อารมณ์ดี

พ่อเเม่ทุกคนต้องการให้ลูกน้อยมีความเเข็งเเรงเมื่อโตขึ้น
เเละที่สำคัญอยากให้เป็นเด็กที่มีอารมณ์ดีดูเเลง่าย
เพราะว่าเด็กที่อารมณ์ดีจะทำให้บรรยากาศภายในบ้านดีไปด้วย
เเละจะทำอย่างไรให้ลูกน้อยของเราเป็นเด็กที่มีอารมณ์ดี
ในทุกวันต้องเลี้ยงเเบบไหนถึงจะเป็นเด็กดีอย่างที่เราตั้งใจ
สิ่งเเรกที่ควรดูคือเวลานอนกลางคืนเราต้องกำหนดเวลานอนให้ลูกน้อยซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก
ลูกน้อยจะได้เข้าใจถึงเวลากลางวันกลางคืน
ในช่วงกลางคืนเป็นเวลาที่จะนอนหลับยาวๆไปเล่นไม่ต้องตื่นขึ้นมาเล่น
คุณแม่ควรเริ่มต้นเตรียมลูกน้อยให้พร้อมในการนอนหลับด้วยการทำกิจวัตร
ให้ทำเป็นประจำก่อนนอนทุกวัน เช่น การอาบน้ำเจ้าตัวน้อยใส่ชุดนอน
และร้องเพลงกล่อมหรือว่าการเล่านิทานก่อนนอน
เเละหัวใจสำคัญคือความสม่ำเสมอเมื่อมันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันในการนอนแล้วลูก
น้อยของคุณก็จะนอนหลับได้ง่ายในทุกวัน เเละพอตื่นมาจะมีอารมณ์ที่ดีอย่างเเน่นอน
ช่วงเวลานอนกลางวันคุณแม่สามารถกำหนดเวลานอนกลางวัน
ของลูกน้อยได้ว่าเวลาไหนที่ลูกควรจะได้นอนให้เพียงพอต่อความต้องการ
แทนที่จะปล่อยให้ลูกหลับไปเองโดยไม่เป็นเวลาโดยสังเกตว่าในขณะที่ลูกเล่นและเริ่มง่วงนอน
คุณแม่ก็สามารถสร้างบรรยากาศของการนอนด้วยการเปิดไฟเเบบสว่างไม่มากหรือว่า
ร้องเพลงกล่อมลูกของเราให้เคลื้มหลับไปให้ทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน
ลูกก็จะเริ่มรับสัญญาณและรู้เมื่อถึงเวลาที่ต้องนอนหลับเเล้วเด็กจะได้ติดเป็นนิสัย
เเละเมื่อการนอนเพียงพอเเล้วจะทำให้ลูกของเราเป็นดีมีอารมณ์ดีเเละมีความสดชื่นด้วย
ต่อมาเวลาอาบน้ำเป็นช่วงที่สำคัญอย่างมากในการดูเเลลูกน้อยเราสามารถพูดคุยเเละเล่น
กับเด็กได้เพราะเวลาอาบน้ำ ลูกของเราจะได้สนุกไปกับการอาบน้ำ
การสร้างกิจวัตรประจำวันในการอาบน้ำจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกสดชื่นได้
มีผิวพรรณที่สะอาด สุขภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวันที่มีสภาพอากาศร้อน
หากได้คุยเเละเล่นกับลูกในเวลาอาบน้ำบ่อยๆก็จะทำให้ให้ลูกของเราอารมณ์ดีไปเอง
เวลาที่สำคัญอีกอย่างคือเวลาอาหารของเขา
ลูกของเราจะเริ่มต้นที่จะให้มื้อหยิบอาหารหรือเริ่มเรียนรู้การจับช้อนเพื่อกินอาหารเองได้แล้ว
เเละการกำหนดช่วงเวลาประจำสำหรับมื้ออาหารนั้นสำคัญ
เริ่มต้นด้วยการให้ลูกได้นั่งบนเก้าอี้ทานอาหาร
และทานอาหารร่วมกันบนโต๊ะอาหารด้วยกัน
เเละการได้ทานอาหารร่วมโต๊ะกันในครอบครัว
จะช่วยให้พัฒนาทักษะทางด้านสังคมและพฤติกรรมการทานอาหารที่ดีต่อลูกน้อยเราจะ
คอยสอนเขาได้ว่าต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้เเละหากทำได้ก็ต้องชมเพื่อเป็นการให้กำลังใจกัน
เด็กที่ทานอาหารร่วมกันกับครอบครัวนั้นมักจะไม่เป็นคนซึมเศร้าให้เห็นเเละจะเป็นเด็กที่เข้ากับสังคมได้ง่าย
ส่วนเรื่องอื่นๆที่สามารถทำได้คือการพาลูกน้อยไปเที่ยวไปเดินเล่นหรือว่าไปรับประทานอาหารข้างนอก
เพื่อการสัมผัสบรรยากาศอีกรูปเเบบหนึ่งทำให้เด็กมีความรู้สึกว่าผ่อนคลาย
เเละจะช่วยให้มีพัฒนการในเรื่องของอารมณ์ได้ดี
คุณพ่อคุณเเม่ควรที่จะเอาใจใส่ในเรื่องนี้เป็นสำคัญเพื่อลูกน้อยของเราเอง…

แม่และเด็ก

อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 11

พัฒนาการทารกในครรภ์
*ตอนนี้ลูกสูงราวๆ 4 ซม . โดยจะเริ่มโตขึ้นมากในสัปดาห์ต่อไปพอๆกับใน 11 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
*สมอง ปอด ตับ และไตจะยังมีขนาดเล็กมาก
*ลูกจะดูด กลืน และหาวได้แล้ว นอกจากนี้ยังสามารถ‘หายใจ’เอาน้ำคร่ำเข้าไปและถ่ายปัสสาวะด้วย
*นิ้วมือของลูกแยกกันแล้ว รวมทั้งเร็วนี้ๆก็จะกำและแบมือได้
*ระบบอวัยวะทั้งหมดจะทำงานและเติบโตขึ้นเรื่อยๆลูกจะสาละวนกับการเตะแล้วก็ยืดตัว รวมทั้งการเคลื่อนไหวจะราบรื่นมากขึ้น

เตรียมพร้อมร่างกายของคุณ
ถึงแม้วิตามินจะมีประโยชน์แต่การทานวิตามินเอและดีมากเกินไป
ในตอนที่คุณมีครรภ์จะทำให้เป็นอันตรายได้ โดยเหตุนี้อย่ารับประทานวิตามินเสริมโดยไม่ปรึกษาสูติแพทย์ก่อน
ถ้าที่ผ่านมาคุณแม่ทานวิตามินหลายชนิด 
เมื่อรู้ว่าเริ่มตั้งครรภ์ควรตรวจทานก่อนว่าสามารถทานได้หรือเปล่า 
โดยหยุดทานก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีอันตราย 
ซึ่งวิตามินเสริมที่สำคัญที่สุดในตอนตั้งครรภ์ก็คือ กรดโฟลิค 
คุณแม่ควรจะทานอย่างต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์ที่ 12…

แม่และเด็ก

ปฏิทินการตั้งครรภ์–อายุครรภ์สัปดาห์ 5

พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์
ขนาดของเจ้าตัวน้อยจะโตประมาณเมล็ดส้มเขียวหวาน 
เริ่มมีการแบ่งแยกของกลุ่มเซลล์ที่จะเติบโตเป็นอวัยวะต่างๆ
บางส่วนก็จะกลายเป็นสมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ หรือกระดูก 
สร้างหัวใจครบ ห้อง ในช่วงต้นของสัปดาห์ที่ 5
และอวัยวะสำคัญต่างๆเช่น หัวใจ ไต ตับ กระเพาะอาหารเริ่มทำงานได้แล้ว 
เซลล์ส่วนหนึ่งจะเจริญเติบโตไปเป็นสมอง
ส่วนบนสุดของตัวอ่อนจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว 
เริ่มมีการสร้างส่วนที่เป็นเนื้อสมอง โดยเริ่มแรกจะสร้างเป็นแผ่นบางแล้วค่อย
โค้งเข้ามาบรรจบกันเป็นท่อเหมือนหลอดกาแฟ เรียกว่า Neural Tube
ต่อมาหลอดนี้จะเริ่มโป่งขยายเป็นช่วงๆจัดโครงสร้างเป็นสมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนหลัง

การเปลี่ยนแปลงของตัวคุณแม่
คุณแม่อาจรู้สึกถึงอาการแรกเริ่มของการตั้งครรภ์ต่างๆ เช่น หน้าอกคัดตึงใหญ่ขึ้น 
คลื่นไส้อาเจียน จมูกไวขึ้น ปัสสาวะบ่อย หรือมีอารมณ์แปรปรวน 
ในช่วงนี้คุณแม่จะเริ่มรู้แล้วว่าตั้งครรภ์ จึงควรไปฝากครรภ์กับคุณหมอแต่เนิ่นๆ

แม่และเด็ก

พัฒนาการทางสมองของลูกน้อยวัยหัดเดิน

ทารกวัยหัดเดินหรือลูกน้อยในช่วงอายุ 2-3 ขวบ ถือเป็นระยะเวลาที่พัฒนาการต่างๆมากมาย
พ่อแม่มือใหม่ส่วนใหญ่บางทีอาจยังไม่ทราบว่า ทุกครั้งที่ลูกน้อยเห็น ได้ยิน สัมผัสของใหม่ๆ
การได้ดมกลิ่นแปลกใหม่ และก็ลิ้มรสรสใหม่ๆ
หรือแม้แต่การได้ย้อนคิดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา
เซลล์สมองของลูกน้อยจะเกิดการเชื่อมโยงกันอย่างมากมาย มีการจัดระบบการเชื่อมโยงใหม่อย่างรวดเร็ว
การมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จะช่วยให้ลูกน้อยสามารถพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา
ซึ่งเป็นการช่วยให้เขาพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งต่างๆในโลกรอบตัว และก็รู้จักที่จะจัดการกับหน้าที่ของตนได้มากขึ้น
ช่วงวัยหัดเดินนี้เป็นวัยที่ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เริ่มใช้ภาษาสื่อสาร
ในการแสดงอารมณ์ แล้วก็ติดต่อกับคนรอบๆข้าง
พัฒนาการทางสมองที่แสดงผ่านทางการใช้ภาษาและการแสดงออกของเด็กในวัย 2 และ 3 ขวบนั้น
จะมีระดับการพัฒนาที่ต่างกันนะคะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้จากการแสดงออกตามตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ

พัฒนาการเด็กวัย 2 ขวบ
*พูดได้ 50-200 คำ
*เริ่มพูดเป็นประโยค 2 คำ
*ใช้สรรพนาม “หนู” และ “แม่”
*เรียกชื่อสิ่งของบางอย่างได้
*เลียนแบบคำพูดของผู้ใหญ่
*ทำตามคำสั่งได้
*รู้สึกสนุกสนานกับเรื่องราว เพลง และคำที่มีเสียงคล้องจองที่ไม่ซับซ้อน
*รู้จักส่วนต่างๆของร่างกาย ตุ๊กตาหมี หรือตุ๊กตาอื่น

พัฒนาการเด็กวัย 3 ขวบ
*เริ่มเข้าใจแยกแยะความหมาย “หนึ่งเดียว” และ “จำนวนมาก”
*พูดเป็นประโยค 2-3 คำ ได้
*เข้าใจสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น ใหญ่และเล็ก ขึ้นและลง
*รู้จักบางสี
*เรียกชื่อสิ่งของได้หลายอย่างมากขึ้น
*เริ่มเข้าใจเหตุผลและแก้ปัญหาได้
*รู้จักเคารพกฎระเบียบ
*เริ่มรู้จักแยกแยะและแสดงความสนใจในสี รูปร่าง และขนาดต่างๆ

เมื่อคุณพ่อคุณแม่รู้ตัวอย่างพฤติกรรมต่างๆนี้แล้ว
ต้องรอสังเกตรวมทั้งสนับสนุนให้ลูกรักมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยนะคะ…

แม่และเด็ก

ส่งเสริมลูกน้อยให้รักการอ่าน

การส่งเสริมให้ลูกรักการอ่านตั้งแต่เด็กจะช่วยให้ลูกรักการอ่านไปจนโตได้ คุณแม่ช่วยได้จาก
*
หาหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังโดยน้ำเสียงที่คุณแม่เล่าและเรื่องราวจากหนังสือนิทานนั้นๆ
จะช่วยให้ลูกได้ฝึกทักษะการจำ โดยจำสิ่งต่างๆในหนังสือ 
รวมทั้งเกิดความพอใจในเสียงต่างๆรอบตัวว่าเป็นเหมือนนิทานที่คุณอ่านให้ฟังหรือไม่

*นอกจากนี้ การได้สนิทสนมกับพ่อกับแม่เวลาฟังนิทานจะมีผลให้เด็กให้ความใส่ใจในหนังสือที่คุณอ่านและต่อมา 
พวกเขาจะเริ่มให้ความสนใจในหนังสือด้วยตัวเขาเอง และจะขอให้คุณอ่านให้ฟัง

*คุณแม่อาจช่วยลูกอ่านออกเสียงตัวอักษรและคำต่างๆเพื่อให้เขาฝึกออกเสียงด้วย 
ลูกจะทำความเข้าใจการอ่านตามธรรมชาติของเขาจากสิ่งที่คุณแม่หรือคุณพ่อเล่าหรืออ่านให้ฟัง

คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่านให้ลูกได้จากวิธีง่ายๆดังต่อไปนี้ อ่านหนังสือกับลูก
พยายามหาเวลาว่างทุกวันเพื่ออ่านหนังสือให้ลูกฟัง และก็อย่ากังวลหากลูกจะให้ความสนใจเพียงระยะสั้น 
ลองให้เขาจับหนังสือ เปิดดูหน้าต่างด้วยตัวเอง ให้ลูกรู้สึกถึงเรื่องราว สี และรูปทรงในหนังสือ 
ซึ่งสิ่งที่เขาสนใจจะบอกคุณได้ว่าครั้งต่อไปคุณควรเล่าหรือเรียกความสนใจจากเขาได้ด้วยสิ่งใดบ้าง

แม่และเด็ก

แคลเซียมสำคัญยังไงกับแม่ระยะให้นม

การได้รับแคลเซี่ยมอย่างเพียงพอ เพื่อจะได้เสริมกระดูกของคุณแม่ให้แข็งแรง
ผลวิจัยบอกว่าหญิงที่ให้ลูกกินนมแม่จะสูญเสียมวลกระดูก 3-5% ดังนั้น 
ความต้องการแคลเซียมของร่างกายจึงสูงขึ้นในช่วงให้นมลูกค่ะ 
อย่างที่ทราบกันดีว่า นอกจากตัวคุณแม่แล้ว ลูกน้อยก็จำเป็นต้องได้รับแคลเซียมเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง 
การบริโภคแคลเซียมก็เลยสำคัญมากสำหรับในการช่วยฟื้นฟูสภาพกระดูกภายหลังการตั้งครรภ์ 
เพื่อพร้อมที่จะให้นมลูกน้อยนะคะ 5ประโยชน์สำคัญของแคลเซียมต่อแม่ตั้งครรภ์

1.แคลเซียมช่วยเสริมสร้างแล้วก็รักษาความแข็งแรงของกระดูกแล้วก็ฟัน 
ทำให้แน่ใจว่าคุณแม่จะสามารถรักษามวลกระดูกไว้ได้ในช่วงระยะที่ให้ลูกกินนมแม่ 
แล้วก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนตอนคุณแม่มีอายุมากขึ้นนะคะ

2.แคลเซียมยังมีหน้าที่อื่นๆอีกมากมาย เช่น มีส่วนช่วยให้หัวใจ ระบบประสาท 
รวมทั้งกล้ามพัฒนาและทำงานอย่างเป็นปกติ 
ซึ่งสิ่งพวกนี้จำเป็นต่อการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ 
ช่วยในการหดตัวและก็ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ 
รวมทั้งมีส่วนช่วยในการส่งสัญญาณการทำงานระหว่างเซลล์ประสาทค่ะ

3.แคลเซียมช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และก็อาจลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง

4.แคลเซียมช่วยลดการกักเก็บของเหลวในร่างกาย 
และช่วยควบคุมการหลั่งสารเคมีในสมองที่มีผลต่ออารมณ์ด้วยนะคะ

5.แคลเซียมอาจมีหน้าที่ในการควบคุมน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 
และช่วยป้องกันการสะสมไขมันไม่ให้มีมากเกินไป ด้วยการกระตุ้นการสลายไขมันที่สะสมในร่างกายค่ะ

แม่และเด็ก

เคล็ดลับแนวทางเพิ่มน้ำนมแม่อย่างเห็นผล

น้ำนมแม่ เป็นอาหารที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับลูกน้อย
เปรียบเหมือนวัคซีนหยดแรกที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูก
เนื่องมาจากนมแม่มี ซินไบโอติก
ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้ลูกน้อย คุณแม่จำเป็นต้องให้ลูกทานนมแม่ให้นานที่สุด
การให้นมแม่เป็นเรื่องง่ายที่ผู้หญิงทุกคนสามารถทำได้ ถ้าเกิดมีความมุ่งมั่นและก็ตั้งใจจริง
คุณแม่จะมีน้ำนมให้ลูกทานได้เพียงพอ และก็ต่อเนื่องไปนานที่สุด
ก่อนที่คุณแม่จะไปทำความเข้าใจแนวทางเพิ่มน้ำนมแม่
แต่ก่อนอื่น มาดูกลไกการผลิตนมแม่กันก่อนค่ะ
แม่ควรจะรู้เรื่องกลไกการผลิตน้ำนมก่อนรู้วิธีเพิ่มน้ำนม
การกระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำนม เกิดจากการที่ลูกดูดนมแม่
การดูดของลูกจะกระตุ้นปลายประสาทที่หัวนมให้ส่งสัญญาณไปยังต่อมไฮโปทาลามัสที่สมองส่วนบน
ซึ่งจะส่งสัญญาณต่อไปยังต่อมใต้สมองให้สร้างฮอร์โมนโปรแล็กตินแล้วก็ออกซีโตซิน
โปรแล็กติน จะทำหน้าที่กระตุ้นให้มีการสร้างน้ำนมเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนออกซีโตซินจะไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบต่อมน้ำนมหดตัวเพื่อบีบขับน้ำนมให้พุ่งเข้าปากทารก
การได้สัมผัส โอบอุ้มลูกใกล้ชิดและเสียงของลูกจะช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนออกซีโตซินด้วย…