แม่และเด็ก

  • Category Archives : แม่และเด็ก

ภารกิจสำคัญที่ต้องทำก่อนทริปสำคัญของเด็ก ๆ

ก่อนเดินทางไปเที่ยวที่ต้องขึ้นเครื่องบินสิ่งสำคัญมากกว่าการวางแผนการเดินทาง
และเตรียมสัมภาระของลูกน้อยให้ครบถ้วนนั้นคือการตรวจสุขภาพของเด็ก ๆ
หรือการไปพบแพทย์ประจำตัว เพื่อให้ท่านตรวจร่างกาย ขอรับคำแนะนำ รวมถึงการฉีดวัคซีนให้กับเด็ก ๆ
ซึ่งการพาลูกน้อยไปตรวจสุขภาพก่อนเดินทาง ควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์
พ่อแม่บางท่านอาจรู้สึกว่าการไปพบแพทย์ทั้ง ๆ
ที่ไม่ได้ป่วยนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
แต่อย่างไรก็ตามภูมิคุ้มกันของเด็กนั้นต่ำกว่าผู้ใหญ่
เพียงแค่หายใจหรือสัมผัสกับเชื้อโรคบางอย่าง
ก็มีโอกาสที่จะป่วยและเสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายมาก
การพาลูกไปพบแพทย์นั้นถือเป็นโอกาสดีที่จะได้รับฟังคำแนะนำเกี่ยวกับการ
เดินทางด้วยเครื่องบิน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อลูกน้อย เช่น
เรื่องของความกดอากาศที่ทำให้มีอาการปวดหู การใช้ยาหยอดหู
หรือกรณีที่ลูกมีโรคประจำตัวก็จะได้เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีอีกด้วย
ปกติแล้วเด็กจะได้รับการฉีดวัคซีนมาตรฐานเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามช่วง
ระยะเวลาอยู่แล้ว แต่เราก็สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ได้
ในทุกช่วงอายุ ซึ่งการฉีดวัคซีนก็เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับร่างกาย
ช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรคได้
ซึ่งแพทย์จะแนะนำวัคซีนให้ลูกตามความเหมาะสม โดยสามารถแบ่งเป็น 2แบบ คือ
1. วัคซีนที่จำเป็นต้องได้รับก่อนออกเดินทาง
กรณีที่ไปเที่ยวประเทศในแถบแอฟริกาและอเมริกาใต้ จำเป็นต้องได้รับ
วัคซีนไข้เหลือง ก่อนเดินทางอย่างน้อย 10 วัน
ตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (WHO IHR)
หรือหากเดินทางไปประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดียเนปาล บังกลาเทศ
ซึ่งมีความเสี่ยงในการติดโรคไทฟอยด์สูงก็จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ เป็นต้น
2. วัคซีนที่ใช้ตามความเหมาะสม
แพทย์จะพิจารณาการให้วัคซีนจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น
ประเทศที่ไปมีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคหรือติดเชื้อประเภทใด
ระยะเวลาในการเดินทาง รวมถึงกิจกรรมที่จะไปทำ เช่น
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ
วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น วัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรค
วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนออกเดินทาง 1-2 สัปดาห์
ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พ่อแม่ต้องเอาใจใส่และพยายามสังเกตความผิดปกติ
ของลูกอย่างใกล้ชิดด้วย โดยสัญญาณเตือนอันดับแรก ๆ
ว่าร่างกายกำลังอ่อนแอและอาจเจ็บป่วยก็คือ ตัวร้อน นั่นเอง
ปกติอุณหภูมิร่างกายของเด็กจะอยู่ประมาณ 36.5-37.5 องศาเซลเซียส
แต่ถ้าสูงกว่านั้นแสดงว่าเจ้าตัวเล็กมีไข้ อุณหภูมิร่างกายสูง
และอาการที่พบร่วมด้วยก็คือ เซื่องซึม หงอย ไม่สนใจสิ่งเร้ารอบตัว
ไม่ยอมดูดนม บางรายอาจร้องไห้โยเย กระสับกระส่าย
ให้พ่อแม่ระบายความร้อนหรือลดไข้ด้วยการเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ดื่มน้ำมาก ๆ
และนอนพักผ่อนให้เต้มที่ แต่ถ้าพบว่าลูกเริ่มไอ จาม มีน้ำมูก อาเจียน
ท้องเสีย หายใจขัด รวมไปถึงผิวหนังมีผื่นแพ้ต่าง ๆ
ควรพาไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษาโดยละเอียดต่อไป…

สัญญาณบอกว่าเด็กๆ กำลังเผชิญกับวิกฤติด้านการเรียนรู้

เด็กๆ ที่เผชิญกับปัญหาด้านการเรียนรู้ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง
เพื่อเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านภาษา วิชาการ และการเขียน
เป็นผลมาจากระบบการทำงานที่ผิดปกติของสมองในขั้นตอนของการรับรู้และสื่อสารข้อมูล
ทำให้เกิดปัญหาเรียนยาก หรือเรียนได้ช้ากว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน
ซึ่งเด็กที่มีปัญหานี้จัดอยู่ในกลุ่มของเด็กที่ต้องการได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ซึ่งเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ไม่ได้แปลว่า พวกเขาฉลาดหรือขี้เกียจกว่าเด็กคนอื่นๆ
หากแต่เป็นเพียงระบบความคิด การจัดเก็บและสื่อสารข้อมูลนั้น แตกต่างจากเด็กคนอื่น
ซึ่งผู้ปกครองสามารถสังเกตลูกๆ ว่ามีปัญหาด้านการเรียนรู้หรือไม่ ด้วยการสังเกตจาก 5 สัญญาณเหล่านี้
1. ลูกรับรู้หรือมีการตอบรับช้ากว่าปกติ
หากสังเกตเห็นว่าเมื่อออกคำสั่งแล้วลูกของเราดูเหมือนไม่ค่อยมีการสอบสนองทางด้านอารมณ์
ความรู้สึกเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ รวมถึงบางทีดูเหมือนลูกไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบตัวเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หรือนานกว่าที่จะตอบรับความรู้สึกนั้น หากพบเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ
แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาน้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดเพื่อจะได้
รับทราบว่า สาเหตุที่แท้จริงนั้น เป็นเพราะลูกไม่ได้ยินที่เราพูด
หรือเป็นเพราะลูกมีปัญหาด้านการเรียนรู้กันแน่
2. ลูกสื่อสารไม่ค่อยรู้เรื่อง
ลองสังเกตเวลาที่เราถามคำถาม แล้วเด็กๆ สามารถตอบคำถามที่เราฟังเข้าใจ
เพราะเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้นั้น
มักจะไม่สามารถเชื่อมโยงคำกับการเสียงอ่านของคำนั้นได้
รวมถึงไม่สามารถผสมเสียงพยัญชนะกับสระให้เป็นคำพูดได้
หรืออาจจะมีปัญหาในการพูดคำบางคำอีกด้วย
3. มีปัญหาด้านการเรียน
สังเกตได้ว่าเด็กๆ ตึงเครียดกับการทำความเข้าใจกับโจทย์หรือคำถามที่ยาก
และมีการแสดงออกอย่างเด่นชัดว่าไม่อยากจะเรียนหรือรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับวิชานั้น
รวมถึงมีการแสดงออกด้านอื่น ยกตัวอย่างเช่น มีปัญหาด้านการรับรู้หรือเรียนรู้ตัวอักษร
ตัวเลข สี รูปร่าง วัน รวมถึงไม่สามารถบอกแม้แต่เวลาได้
4. ใช้ชีวิตประจำวันไปด้วยความยากลำบาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือตัวเอง ไม่สามารถติดกระดุม รูดซิป
หรือแม้แต่ผูกเชือกรองเท้าได้เอง จับดินสอ ปากกา
หรือกรรไกรไปในทิศทางที่ต้องการไม่ได้ หรือเขียนหนังสืออ่านไม่รู้เรื่อง
5. จดจำอะไรไม่ค่อยได้
ความจำถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการเรียนรู้
เพราะเป็นพื้นฐานในการไต่บันไดสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ
ถ้าลูกของคุณมีปัญหาในเรื่องการจดจำ ไม่ว่าผู้ปกครองจะพยายามพูดหรือบอกอะไรไป
ลูกไม่สามารถจำได้เลย หรือถ้าหากจำได้ก็จำได้เพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น ไม่นานก็ลืม
และหากถามซ้ำอีกก็แสดงท่าทีเหมือนกับว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน…

โรงเรียนทางเลือกเขาเรียนอะไรกันนะ! ตอนที่ 1

คุณแม่ที่มีลูกในวัยเตรียมเข้าโรงเรียนหลายท่านคงกำลังคิดไม่ตกว่าจะวางแผนการเลือกโรงเรียนอนุบาลให้กับเจ้าตัวเล็กอย่างไร
เพราะการเลือกโรงเรียนถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้กับเด็กๆ อย่างมาก
และทำให้โรงเรียนทางเลือกเริ่มเข้ามาเป็นที่สนใจของคุณแม่ยุคใหม่หลายท่าน
แต่ว่าโรงเรียนอนุบาลทางเลือกเหล่านี้มีหลักสูตร ทิศทาง การเรียนการสอนอย่างไร
จะเหมาะกับลูกของเราไหม คงเป็นคำถามที่คุณแม่ต้องการคำตอบ
ดังนั้นเรามารู้จักโรงเรียนประเภทนี้เพื่อเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจกันดีกว่าค่ะ
โรงเรียนทางเลือก คือ โรงเรียนที่มีระบบการศึกษาแบบเปิดให้มีความยืดหยุ่น
ทั้งในด้านหลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผล
โดยสอนตามแนวทางที่ไม่ใช่การเขียนอ่านหรือท่องจำ
แต่เน้นการพัฒนาทางทักษะต่างๆ จากความสามารถเฉพาะตัวของเด็ก
นำมาซึ่งการสอนแบบเฉพาะกลุ่ม ให้เด็กมีความกล้าคิด กล้าแสดงความเห็น
มีความเป็นตัวของตัวเอง เปิดโอกาสให้เด็กได้ออกไปเรียนรู้ที่นอกห้องเรียน
และปรับการเรียนการสอนโดยให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
ซึ่งแนวทางการสอนของโรงเรียนทางเลือกเหล่านี้จะมีรูปแบบที่ต่างกันไปบ้าง
ซึ่งในประเทศไทยเองจะมีรูปแบบการสอนประมาณ 8 รูปแบบ ดังนี้
1. แนวการสอนแบบมอนเตสเซอรี่ (Montessori) แนวคิดนี้จะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
และเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นผู้ให้การศึกษาแก่ตนเอง การเรียนร็จะเกิดการค่อยๆ
สั่งสมประสบการณ์ มิใช่การนั่งฟังครูผู้สอนเพียงอย่างเดียว
ซึ่งหลักสูตรการสอนแบบมอนเตสเซอรี่จะคำนึงถึงคาวมต้องการของผู้เรียน
มีการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมให้ผู้เรียนได้ลงมือทำด้วยตนเอง
มีความอิสระภายใตขอบเขตความปลอดภัย
โดยกระบวนการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับผลสำเร็จตามความต้องการของตนเอง
2. แนวการสอนแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf)
แนวการสอนนี้จะให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพ ศิลปะ และจินตนาการ
การจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนจะเน้นความเป็นธรรมชาติ
เปิดโอกาสให้กับพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ ดอกไม้ สนามหญ้า และสายน้ำ
มีแสงธรรมชาติเพียงพอที่ส่องเข้ามาในห้องเรียน
ใกล้ชิดกับธรรมชาติซึ่งจะเอื้อต่อการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกสงบ มีสมาธิ เด็กจึงเรียนรู้ได้ดี
3. แนวการสอนแบบนีโอ-ฮิวแมนนิสต์ (Neo-Humanist Education)
แนวการสอนนี้เชื่อว่าความเก่ง ความฉลาดเป็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน
แต่เราดึงออกมาใช้เพียง 5-10% เท่านั้น
และเชื่อว่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นเกิดจากศักยภาพที่สำคัญ 4 ด้านคือ
ร่างกายที่แข็งแรง, จิตใจอันมั่นคงและเปิดกว้าง, มีศีลธรรมอันดี
มีความรักให้กับผู้อื่นในวงกว้าง และสุดท้ายด้านความรู้-วิชาการ
ที่จะนำไปต่อยอดหรือประกอบอาชีพตามที่ตนเองถนัด
การเรียนการสอนตามแนวคิดนี้จึงเน้นองค์ประกอบดังกล่าว
เพื่อพัฒนาศักยภาพที่แฝงเร้นให้แสดงออกมาอย่างสุงสุด
คุณแม่ได้รู้จักโรงเรียนทางเลือกและรูปแบบการสอนไป 3 รูปแบบแล้ว
ในตอนที่สองจะนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกที่เหลืออีก
เพื่อเป็นตัวช่วยของคุณแม่ที่กำลังดูโรงเรียนอนุบาลที่มีคุณภาพให้สำหรับเจ้าตัวเล็ก
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ…

โภชนาการเอกอุดมในนมแม่

นมแม่ มีสารอาหารและสารต่าง ๆ มากกว่า 200 ชนิด มีสัดส่วนที่เหมาะสมทั้งปริมาณ และคุณภาพ
เหมาะกับระบบทางเดินอาหารและไตของทารกที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์และยังปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของ
ลูกทุกระยะการเจริญเติบโตอีกด้วย
โปรตีน มีปริมาณที่พอเหมาะกับการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของทารก ย่อยง่าย
และดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณสมบัติที่สำคัญอื่น ๆ เช่น สารป้องกันเชื้อโรค สารช่วยการเจริญเติบโต
ไขมัน มีกรดไขมันที่จำเป็น “ไลโนเลนิค” และ “ไลโนเลอิค” จำนวนมากเช่นเดียวกับกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายโซ่ยาว
อาทิ ดีเอชเอและเอเอ ซึ่งช่วยพัฒนาระบบสมอง และจอตา ช่วยสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงให้แผ่นหุ้มเส้นประสาท
ทำให้การรับส่งสัญญาณของเส้นประสาทระหว่างสมอง และร่างกายมีประสิทธิภาพ
คาร์โบไฮเดรต แลคโตส มีมากที่สุดในน้ำนมคน เป็นส่วนสำคัญสำหรับการพัฒนาการของสมองและระบบประสาท
เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับขนาดของสมอง และมีโอลิโกแซคคาไรด์มากกว่า 130 ชนิด
ส่งเสริมสุขภาพและช่วยป้องกันการติดเชื้อในลำไส้
วิตามินในนมแม่ มีทั้งวิตามินละลายในไขมันและละลายในน้ำ เป็น “ตัวช่วย”
เพิ่มความสามารถในการดูดซึมของแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสี
แร่ธาตุในนมแม่ มีปริมาณที่เหมาะสมและดูดซึมได้ดี เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัส
โดยเฉพาะธาตุเหล็กดูดซึม (50-70%) ดีกว่านมผง (5-10%)
ฮอร์โมน และเอ็นไซม์ มีอยู่มากมาย เช่น ฮอร์โมน ไทรอยด์ โปรแลคติน ออกซิโทซิน และอื่น ๆ
ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต เผาผลาญสารอาหาร และการทำงานของอวัยวะ เช่น
เอ็นไซม์ไลเปสช่วยย่อยไขมันในนมแม่ ทำให้การดูดซึมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ…

รู้จักข้อดีข้อเสียของการคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ

เรื่องการคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติเป็นเรื่องที่คุณแม่มือใหม่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกการคลอดลูกด้วยวิธีใด
ซึ่งเราได้ทำบทสรุปข้อดีข้อเสียเกี่ยวกับคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติมาฝาก เพื่อประกอบการตัดสินใจและให้ความรู้คุณแม่มือใหม่ดังนี้…
ข้อดีของการคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ
1.มีค่าใช้จ่ายในการคลอดถูกว่า
2.การคลอดเอง คุณแม่อาจจะต้องเจ็บบ้างในช่วงที่ปากมดลูกขยายตัว
แต่ก็มียาฉีดแก้ปวดให้ เมื่อคลอดได้แล้วความเจ็บปวดทั้งหลายก็จะหายไปเป็นปลิดทิ้ง
เหลือแต่เจ็บแผลเพียงเล็กน้อยที่ถือว่าเป็นเรื่องเล็ก ทั้งมิได้ทำให้ร่างกายของลูกและช่องคลอดของคุณแม่บอบช้ำมาก
อย่างที่เข้าใจ เมื่อคลอดแล้วบริหารร่างกาย บริหารช่องคลอด ทุกอย่างก็จะกลับสู่สภาพปกติได้
3.ร่างกายมีการฟื้นตัวเร็วกว่าการผ่าคลอดมาก
พอคลอดเสร็จมดลูกจะหดตัวเล็กลงและไม่มีแผลที่มดลูกเหมือนการผ่าคลอด
4.เมื่อคลอดออกมาทางช่องคลอด
ตัวช่องคลอดจะบีบส่วนช่องอกของทารกเพื่อรีดเอาน้ำคร่ำที่
คั่งค้างอยู่ในปอด เมื่อลูกน้อยสูดอากาศหายใจเข้าครั้งแรก
น้ำคร่ำจะดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดส่วนหนึ่ง และทำให้ปอดไม่ชื้นต่างจากทารกที่ผ่าคลอด
ซึ่งทรวงอกของทารกจะไม่ได้รับการบีบรัดแบบนี้
จึงทำให้มีโอกาสที่จะมีน้ำคั่งในปอดและหายใจเร็วตามมาได้
ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้บ่อยกว่าทารกที่คลอดทางช่องคลอด
5.ทารกที่คลอดทางช่องคลอด
ในระหว่างที่เดินทางผ่านช่องคลอดจะมีการกลืนสารคัดหลั่ง
ในช่องคลอด ซึ่งอุดมไปด้วยแบคทีเรียที่เป็น “โปรไบโอติกส์“
มากมายเข้าสู่ลำไส้ เพื่อไปกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
ทำให้เกิดภูมิต้านทานโรค และป้องกันโรคอักเสบติดเชื้อต่างๆ เช่น
ไข้หวัด ภูมิแพ้ โรคผิวหนังอักเสบ และ อุจจาระร่วง
ซึ่งการผ่าตัดคลอดจะไม่ทำให้เกิดภูมิต้านทานต่อโรคเหล่านี้
ยิ่งหากลูกน้อยที่ผ่าตัดคลอดแล้วยังไม่ได้กินนมแม่
ก็จะไม่ได้รับจุลินทรีย์ที่ดีด้วย และจะยิ่งมีปัญหามากขึ้น
ข้อเสียของการคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ
1.กำหนดวันเวลาคลอดไม่ได้
สำหรับคุณแม่ที่มีเตรียมฤกษ์หรือเตรียมตั้งชื่อไว้ตามวันเกิดแล้วก็คงจะกำหนดไม่ได้
2.คุณแม่อาจต้องทนเจ็บปวดอยู่นาน
ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติของการคลอด
แต่ความเจ็บปวดในระหว่างการคลอดนี้สามารถให้ยาระงับปวดได้
หลายวิธี เช่น การฉีดยาเข้าเส้นเลือด ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
ฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง หรือแม้แต่การฝังเข็ม
3.ในระหว่างรอคลอด อาจเกิดภาวะผิดปกติบางอย่าง เช่น
ปากมดลูกไม่เปิดเพิ่ม คลอดไม่ออก หัวใจลูกเต้นช้า
ทำให้ต้องผ่าคลอดฉุกเฉินอยู่ดี แต่ไม่ต้องกังวล
เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ส่วนใหญ่จะคลอดเองได้เป็นปกติ…

เมื่อลูกเกรี้ยวกราด ต้องรับมืออย่างไรจึงจะเหมาะสม

เมื่อลูกๆ อายุได้ 2-3 ขวบ คุณแม่หลายๆ ท่านคงจะปวดหัวมากขึ้น
เพราะต้องรับมือกับปัญหาเจ้าตัวแสบ ที่มีอารมณ์เกรี้ยวกราดมากขึ้นและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ เช่น เมื่อโดนขัดใจจะกรีดร้องเสียงดัง
และลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้น อาการเหล่านี้ไม่ใช่อาการผิดปกติแต่อย่างใดเพราะเป็นไปตามช่วงวัยของลูก
อย่างไรก็ตาม คุณแม่ก็ควรรู้จักวิธีการรับมือกับลูกๆ ในวัยนี้เพื่อที่ลูกน้อยจะได้เรียนรู้ว่าสิ่งไหนถูก หรือสิ่งไหนที่ไม่ควรทำ
เพื่อเติบโตเป็นเด็กที่มีเหตุผลมากยิ่งขึ้น
วิธีรับมือกับลูกเมื่ออยู่ในบ้าน
เมื่อลูกโดนขัดใจเมื่ออยู่ที่บ้าน เช่น ลูกร้องให้อุ้ม
แต่คุณแม่กำลังยุ่งและไม่สามารถอุ้มลูกได้ ลูกจะแสดงอาการไม่พอใจทันที เช่น
ลงไปกลิ้งชักดิ้นชักงอกับพื้น ขว้างปาสิ่งของ
หรือแสดงอาการใดๆ ที่พร้อมจะป่วนประสาทของคุณแม่
1. ลงโทษให้ลูกรู้ว่า สิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ผิด โดยการจับแยกลูกออกจากทุกคน
แล้วให้หันหน้าเข้ากำแพง หรือที่เรียกว่าการไทม์เอาต์
2. เมื่อลงโทษลูกแล้ว ให้คุยกับลูกด้วยเหตุผล ว่าทำไมแม่ถึงต้องลงโทษลูก
ที่สำคัญคือต้องใจเย็น อย่าไปออกคำสั่งหรือดุด่า เพราะการใช้อารมณ์กับเด็กวัยนี้
จะยิ่งทำให้ลูกต่อต้านมากยิ่งขึ้น
วิธีรับมือกับลูกเมื่ออยู่นอกบ้าน
ยกตัวอย่างเวลาเดินผ่านโซนของเล่น เพราะลูกอยากจะได้ของเล่นจนกรีดร้อง
หรืออาจจะชักดิ้นชักงอจะเอาของเล่นให้ได้ แต่ก็ไม่อยากตามใจ
อีกทั้งยังอายอีกต่างหาก วิธีกาารแก้ไขสถานการณ์เหล่านี้ คือ
1. พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของลูก เช่น พูดว่า
“ไหนใครอยากกินของอร่อยยกมือขึ้น” หรือ “คนไหนดื้อกลับบ้านดีไหม”
2. หากลูกยังไม่ยอม และยังจะเอาของเล่นให้ได้ คุณแม่ต้องใจแข็งเข้าไว้
ตัดใจเดินหนีออกมา ปล่อยให้ลูกร้องไห้โวยวายไป
ลูกจะเรียนรู้เองว่าสิ่งที่เขามันไม่เกิดผลลัพธ์อะไร แต่ถ้าใจอ่อนและยอมซื้อของเล่นให้
ลูกจะเข้าใจว่าสิ่งที่ลูกทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
3. คุยกับลูกด้วยเหตุผล ว่าทำไมแม่ถึงเดินหนีออกมา
สิ่งสำคัญคือห้ามใช้อารมณ์โดยเด็ดขาด
สิ่งที่ควรทำเพื่อรับมือเจ้าตัวแสบ
1. ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว
รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย และออกไปเที่ยวด้วยกัน
จะทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นขึ้น ลูกจะฟังเหตุผลของคุณแม่มากขึ้น
และลดปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว
2. เสนอตัวเลือกให้กับลูก
ให้ลูกลองเลือกสีถุงเท้าเอง หรือเลือกของเล่น 2-3 ชิ้น
การทำแบบนี้จะทำให้ลูกปฏิเสธน้อยที่สุด และที่สำคัญลูกจะรู้สึกว่ามีความสำคัญ
เพราะสามารถเลือกสิ่งต่างๆ ได้เอง
โดยเราสามารถเพิ่มตัวเลือกให้ลูกได้เมื่ออายุของลูกมากขึ้น
3. ควร ‘Say Yes’ กับลูกตามความเหมาะสม
เวลาที่มีใครสักคนตามใจเรามากๆ แล้ววันหนึ่งเขาปฏิเสธเราขึ้นมา
เราก็จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ และต้องทำตาม เช่นเดียวกันกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ที่ลูกขอให้คุณแม่ทำให้แล้วเรายินยอมทำตาม เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดว่า ‘ไม่’
ลูกจะเชื่อฟังจนน่าตกใจ เป็นเพราะเราไม่ค่อยปฏิเสธลูก พอลูกได้ยินเราปฏิเสธ
เขาก็จะเชื่อฟังและทำตาม
การเลี้ยงลูกวัย 2-3 ขวบนั้นถึงจะยาก แต่ถ้าคุณแม่รู้จักใจเย็น ใช้เหตุผล
พยายามทำความเข้าใจ และใช้เวลาร่วมกับลูกแล้ว
ทั้งคุณแม่และคุณลูกจะผ่านวัยนี้ไปด้วยกันอย่างมีความสุข…

เรียนรู้พัฒนาการของการตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์ คือ การมีลูก
เป็นภาวะที่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างอสุจิของผู้ชายและไข่ของผู้หญิง
การปฏิสนธิทำให้เกิดตัวอ่อนฝังอยู่ที่เยื่อบุโพรงมดลูก
ตัวอ่อนนี้จะมีพัฒนาการเจริญเติบโตขึ้นภายใน 40 สัปดาห์ กลายเป็นคน
โดยการตั้งครรภ์จะมีระยะในการตั้งครรภ์จนคลอดทารกออกมาที่ ประมาณ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน
สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในภาวะการตั้งครรภ์
จำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการในแต่ละสัปดาห์ของทารกว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้ลูกที่จะเกิดขึ้นมามีความแข็งแรง สมบูรณ์
พร้อมทั้งด้านร่างกายและสมอง
โดยรายละเอียดของพัฒนาการของการตั้งครรภ์ในแต่ละสัปดาห์ มีดังนี้
พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุครรภ์สัปดาห์ที่ 1-4 ช่วง 4 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์
เป็นช่วงเวลาการเริ่มของการเปลี่ยนแปลงของคุณแม่มือใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายหลายส่วน
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องมีการบำรุงร่างกายของแม่ และระวังเรื่องการรับประทานยา ควบคุมอารมณ์ของแม่
และะสิ่งเเวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การอุ้มท้องตลอดเวลา 40 สัปดาห์
พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุครรภ์สัปดาห์ที่ 5-8 ช่วง 2 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่มีความสำคัญมาก
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ทารกจะมีการเจริญเติบโต ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งมีผลกระทบต่อภายนอก
และส่งผลต่อการจะเกิดความพิการของทารกในครรภ์ได้ พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุครรภ์สัปดาห์ที่ 13-16 เดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์
ทารกจะมีการสร้างอวัยวะต่างๆครบถ้วน เริ่มมีการขยับแขน ขา และศีรษะ นิ้วต่างๆ เริ่มมีเล็บ ทารกในระยะนี้ยังเล็ก แต่สามารถขับของเสียได้
ไตเริ่มขับของเสียออกจากร่างกายผ่านกระเพาะปัสสาวะและสายสะดือ ในระยะนี้ทารกมีขนาดความยาวประมาณ 4 นิ้ว
พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุครรภ์สัปดาห์ที่ 17-20 เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 4 ผิวหนังของทารกจะมีสีชมพูใส
เริ่มมีขนคิ้วและขนตา เริ่มมีการสร้างหูชั้นนอก หน้า ตา คอยาวขึ้น ทารกในครรภ์ระยะนี้จะสามารถลืมตา กลืนน้ำ นอน ตื่นและเคลื่อนไหวได้
พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุครรภ์สัปดาห์ที่ 21-24 ช่วงเดือนที่ 5 ของอายุครรภ์ ทารกจะเริ่มมีลายนิ้วมือ
มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงมากขึ้น ตับจะเริ่มสร้างเม็ดเลือดแดง ถุงน้ำดีจะเริ่มสร้างน้ำดี ฟันน้ำนมเริ่มโตที่ใต้เหงือก มีผม ขนคิ้ว
ขนตา มีการตื่นและนอนอย่างเป็นเวลา ซึ่งคุณแม่สามารถรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์
พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุครรภ์สัปดาห์ที่ 25-28 เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 6ระยะนี้ผิวหนังของทารกจะแดงและมีขนอ่อน มีไขมัน
ผมและเล็บเท้า สมองเจริญเติบโต ระบบประสาทเริ่มทำงาน
แต่ปอดยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ทารกจะมีขนาดความยาว 1 ฟุต
พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุครรภ์สัปดาห์ที่ 29-32 เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 7
คุณแม่จะรู้สึกได้ดีถึงการเคลื่อนไหวของทารก ท้องที่โตมากขึ้นทำให้คุณแม่หายใจเร็วขึ้น
มดลูกของคุณแม่จะหดตัวและบีบรัด ทารกในครรภ์จะมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม
ซึ่งทารกจะมีการเคลื่อนไหว เช่น การจาม การดูดมือ การดูดนิ้วเท้า เป็นต้น
พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุครรภ์สัปดาห์ที่ 33-36 เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 8 พัฒนาของทารกจะรวดเร็ว
กระดูกแข็งแรงขึ้น มีผิวเหมือนคนปกติ เส้นประสาทสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ตุ่มรับรสเริ่มทำงาน
ในระยะนี้เด็กจะรับแสง เสียง และความเจ็บปวดได้พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุครรภ์สัปดาห์ที่ 37-40 เป็นช่วงที่ทารกพร้อมออกมาสู่โลกภายนอก
สมองของทารกจะเจริญเติบโตเร็วมาก ภูมิคุ้มกันจากแม่จะเข้าสู่ลูก เด็กมีการขยับตัวมากขึ้น เด็กสามารถคลอดออกมาได้ตลอดเวลา
เป็นระยะที่คุณแม่จะรู้สึกอึดอัดมาก แน่นท้อง หายใจเร็วและท้องผูก
แต่ไม่นานทุกอย่างจะหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อให้กำเนิดลูกตัวน้อย…

สอนลูกอย่างไรไม่ให้เป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง

นิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ถือเป็นปัญหาหนึ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่
ที่ไม่อยากให้คุณคุณลูกของตัวเองมีนิสัยแบบนี้
ซึ่งถือเป็นนิสัยที่ไม่ดีและอาจนำไปสู่ปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในอนคตได้
จากการศึกษาพบว่า นิสัยเอาแต่ในนั้นมีที่มาจากการเรียกร้องความสนใจ
แต่หากการเรียกร้องความสนใจนั้น ทำไปในทางที่ไม่เหมาะสม
หรือมากเกินไปก็อาจทำให้คุณลูกเป็นเด็กที่เอาแต่ใจได้
คุณพ่อคุณม่ควรทำอย่างไรเมื่อคุณลูกเริ่มมีอาการเอาแต่ใจ เรามีวิธีมาแนะนำ
1. สังเกตพฤติกรรมคุณลูกอยู่เสมอถึงสาเหตุอาการเอาแต่ใจ
คุณพ่อคุณแม่ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของคุณลูก
คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องให้ความสนใจคุณลูกอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน เช่น
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจน้องคนเล็กมากกว่า
อาจทำให้คุณลูกรู้สึกว่าจะสูญเสียคุณไป
คุณลูกจึงต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คุณสนใจนั่นเอง
2. รีบแก้ไขปัญหาทันทีเมื่อทราบเหตุผลของอาการเอาแต่ใจของคุณลูก
ลองสังเกตว่าคุณทำอะไรแล้วต้องละความสนใจไปจากเขาเกินไปหรือเปล่า เช่น
เมื่อนั่งเล่นด้วยกัน แต่มีคนโทรมาหาคุณ คุณต้องออกไปคุยโทรศัพท์นานๆ
อาจทำให้คุณลูกรู้สึกว่าถูกดึงความสนใจไปจากเค้า
ถ้าคุณทราบว่าที่คุณลูกเอาแต่ใจเพราะเหตุผลนี้ครั้งต่อไปก็ควรเลี่ยงทำตอนที่คุณลูกสน
ใจกับสิ่งอื่นอยู่จะดีที่สุด
3. สังเกตพัฒนาการตามช่วงวัยของคุณลูก
อายุของคุณลูกก็มีผลต่อความสามารถในการจัดการอารมณ์ของตัวเอง
ถ้าคุณลูกยังเด็กและจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ไม่ดีนัก อาจจะมีร้องไห้งอแง
นั่นเป็นเพราะคุณลูกยังเด็กเกินกว่าจะจัดการอารมณ์ตัวเองได้
เรื่องเรียกร้องความสนใจหรือเอาแต่ใจจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
4. คุยกับคุณลูกให้เข้าใจเรื่องพฤติกรรมที่ทำอยู่ว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
อย่าเอาแต่ดุหรือต่อว่าลูกอย่างเดียว เพราะยิ่งจะทำให้เกิดการต่อต้าน
ในทางจิตวิทยาแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรบอกเหตุผลกับคุณลูกดีๆ
และชักจูงให้คุณลูกใช้คำพูดที่ต้องการสื่อสารกับพ่อแม่ให้มากที่สุด
5. ควรใช้ความใจเย็นให้มากๆ และอย่าลงโทษพร่ำเพรื่อ
การลงโทษไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง เพราะมีแต่จะยิ่งทำให้เรื่องแบบนี้รุนแรงมากยิ่งขึ้น
ไม่ควรพูดจาต่อล้อต่อเถียงกับคุณลูก จำไว้เสมอว่าลูกของคุณคือเด็ก
ยังผ่านโลกมาไม่เท่าเรา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรตามใจคุณลูกในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เพราะจะทำให้คุณลูกจำพฤติกรรมเหล่านี้กลับมาใช้อีก
นอกจากนี้แล้ว ต้องทำความเข้าใจกับอารมณ์ของคุณลูก
คุณพ่อคุณแม่ควรตั้งกฏเกณฑ์กับคุณลูกว่าแบบนี้ไม่ถูกต้องไม่สมควรทำ
และควรสอนคุณลูกให้รู้ถึงสิ่งที่ควรทำและชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
เมื่อคุณลูกทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมควรให้รางวัลหรือชมเชยคุณลูกเพื่อจะได้มีกำลังใจและมุ่งมั่นทำต่อไปเรื่อย ๆ…

แนะนำอยากเป็นคุณแม่วัยทีนอยากแข็งแรงหุ่นซูเปอร์โมเดล

ทั้งปกติแล้ว การเจริญเติบโตของร่างก่ายในแง่ความสูงจะหยุดลงเมื่ออายุ 18-20
(แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคน) จึงน่าลุ้นสำหรับคนที่คิดว่า ตัวเองยังอยากสูงอีก
โดยทั้งหมดนี้คือ กิจกรรม 10 ประเภทที่จะช่วยได้
ด้วยการความเพิ่มยืดหยุ่นให้กับร่างกาย
ซึ่งมีทั้งการเคลื่อนไหวขึ้น/ลงและเสริมความแข็งแรงได้ด้วย
1.โหนราวเหล็กหรือบาร์
หนึ่งในการออกกำลังกาย ซึ่งได้รับการยอมรับว่า ทำได้ไม่ยากและเห็นผลที่สุด
สำหรับการเพิ่มความสูง โดยการยืดกระดูกสันหลังที่บริเวณกระดูกอ่อน
2.บาสเก็ตบอล/กระโดดเชือก
กิจกรรมเหล่านี้ เหมาะกับคนอยากสูง เพราะเกี่ยวข้องกับการกระโดด
โดยจะช่วยเพิ่มเลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระดูกชิ้นยาวและเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อได้
3.การยืดร่างกายด้วยท่างู
นอนคว่ำให้เข่าติดพื้น จากนั้นดันร่างกายส่วนบนขึ้นด้วยแขน
โดยยืดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาประมาณ 15-20 วินาที
โดยช่วยเพิ่มความสูงได้
4.การยืนแล้วโค้งตัวเตะพื้น
ทำได้ไม่ยาก ด้วยการยืนตัวตรงก่อน จากนั้นก็โค้งตัวลงไปให้มือแตะพื้น
โดยในระหว่างทำท่านี้ ต้องพยายามทำตัวให้ตรงเข้าไว้ และไม่งอ/พับเข่าด้วย
5.นอนหงายเพื่อยืดตัวสองทาง
นอนหงายกับพื้น ยกมือขึ้นเหนือหัว จากนั้นยืดแขนและขาพร้อมกัน ค้างไว้ 20
วินาที เพื่อเป็นการขยายร่างกาย โดยให้ฝึกทำ 2 – 3 เซ็ตต่อครั้ง
6.การยืนแล้วเหยียดตัวตรง
นี่เป็นลักษณะการยืนด้วยนิ้วเท้า โดยเขย่งตัวพร้อมชูแขนทั้งสองข้างให้สูงที่สุด
เพื่อยกร่างกายขึ้นไป ซึ่งจะช่วยยืดกระดูกสันหลัง
แถมเพิ่มระบบการหมุนเวียนเลือดไปยังส่วนล่างของร่างกาย
สำหรับท่านี้นั้นให้ทำค้างไว้ประมาณ 30 วินาทีต่อ 1 ยก
7.ยืดกระดูกขาด้วยท่าเตะ
ทำเพื่อเพิ่มความยาวส่วนล่างของร่างกาย
โดยแค่ยืนตัวตรงแล้วทำท่าเตะด้วยความกระชับกระเฉงจะสามารถช่วยเรื่องการยืดกระดูกอ่อนได้…

ทำอย่างไรให้ลูกชอบกินผัก?

เราทุกคนย่อมรู้ดีว่าผักมีประโยชน์ต่อร่างกายคนเราขนาดไหนแต่สำหรับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่นั้น อาจจะมีปัญหาหนักอก
ซึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องที่ลูกไม่ยอมกินผัก เห็นผักทีไรต้องเบือนหน้าหนีตลอดซึ่งการไม่กินผักนั้น จะส่งผลเสียหลายๆ อย่างต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งระบบขับถ่าย
ทำให้ลูกเกิดอาการท้องผูก ไม่สบายตัว ไม่ร่าเริง ผิวพรรณไม่สดใส ร่างกายขาดภูมิต้านทานโรค และอื่นๆ อีกมากมาย
การจะวิธีปลูกฝังให้ลูกชอบกินผักตั้งแต่ยังเล็กๆถือเป็นการบ้านชิ้นสำคัญของคุณพ่อคุณแม่เลยทีเดียว
ทำอย่างไร คุณพ่อคุณแม่ถึงจะฝึกลูกให้รักการกินผักตั้งแต่เล็กๆ ได้เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของลูก
เราลองมาทำตามวิธีที่เราจะมาแนะนำกันดังต่อไปนี้
1. เมนูอาหารต้องมีสีสันสดใส
สีสันสดใสในที่นี้ คือ ควรมีผักหลายๆ ชนิดในจาน เพื่อจะได้ไม่ทำให้ลูกไม่เบื่อ
เนื่องจากเด็กที่ไม่กินผักหลายๆ คน อาจจะไม่ชอบกินแค่ผักบางชนิด
หากเราลองสับเปลี่ยนหมุนเวียนเมนูผักดูบ้างจะได้รู้ว่าลูกชอบหรือไม่ชอบผักอะไร
2. พ่อแม่ควรกินผักเป็นตัวอย่าง
เมนูผักควรจัดให้มีอยู่บนโต๊ะอาหารในทุกๆ มื้อ และสิ่งสำคัญคือ
คุณพ่อคุณแม่ต้องกินผักให้ดูเป็นตัวอย่าง
หรืออาจจะชวนลูกทำอาหารที่มีส่วนผสมของผัก ทำให้ลูกเห็นบ่อยๆ
อาจจะคอยบอกประโยชน์ของผักต่างๆ ให้ลูกฟังไปด้วย
เป็นวิธีที่ทำให้ลูกคุ้นชินกับการกินผักมากขึ้น
3. ใส่ผักลงในเมนูโปรดของลูก
ลองสังเกตดูว่าลูกชอบกินเมนูอะไร
จากนั้นลองใส่ผักลงไปเป็นหนึ่งในส่วนผสมของเมนูโปรดนั้นๆ อาจจะใส่ลองไปเป็นชิ้นๆ
ปั่นให้ละเอียด หรือจะบดให้เล็กลงก่อนนำไปเป็นส่วนผสมก็ได้
ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกกินผักได้แบบไม่รู้สึกฝืนมากนัก
4. ตกแต่งอาหารเป็นรูปต่างๆ
อาหารหน้าตาแบบเดิมๆ อาจจะดูธรรมดาและไม่ดึงดูดให้ลูกอยากกินนัก
คุณพ่อคุณแม่อาจเพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์ลงไป
โดยการนำผักมาตกแต่งจานอาหารของลูกเป็นรูปต่างๆ เช่น รูปการ์ตูนที่ลูกชอบ
รูปสัตว์น่ารักๆ ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกและชอบการกินผักมากขึ้น
5. เลือกเสิร์ฟหลังกิจกรรมต่างๆ
หลังจากเด็กๆ ได้ทำกิจกรรมต่างๆ แล้ว จะหมดแรงและรู้สึกหิว
ซึ่งเป็นเวลาที่ทำให้ไม่เลือกทานอาหาร ดังนั้น
เวลานี้จึงเหมาะมากกับการให้ลูกกินอาหารที่มีผัก เพราะเวลาหิวกินอะไรก็จะอร่อย
ทำให้ลูกคุ้นเคยกับการกินผักมากขึ้น ยกตัวอย่างเมนูเช่น แซนวิชทูน่าใส่ผัก
ข้าวต้มหมูใส่แครอท เป็นต้น…