แม่และเด็ก

  • Category Archives : แม่และเด็ก

ปฏิทินการตั้งครรภ์–อายุครรภ์สัปดาห์ 5

พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์
ขนาดของเจ้าตัวน้อยจะโตประมาณเมล็ดส้มเขียวหวาน 
เริ่มมีการแบ่งแยกของกลุ่มเซลล์ที่จะเติบโตเป็นอวัยวะต่างๆ
บางส่วนก็จะกลายเป็นสมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ หรือกระดูก 
สร้างหัวใจครบ ห้อง ในช่วงต้นของสัปดาห์ที่ 5
และอวัยวะสำคัญต่างๆเช่น หัวใจ ไต ตับ กระเพาะอาหารเริ่มทำงานได้แล้ว 
เซลล์ส่วนหนึ่งจะเจริญเติบโตไปเป็นสมอง
ส่วนบนสุดของตัวอ่อนจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว 
เริ่มมีการสร้างส่วนที่เป็นเนื้อสมอง โดยเริ่มแรกจะสร้างเป็นแผ่นบางแล้วค่อย
โค้งเข้ามาบรรจบกันเป็นท่อเหมือนหลอดกาแฟ เรียกว่า Neural Tube
ต่อมาหลอดนี้จะเริ่มโป่งขยายเป็นช่วงๆจัดโครงสร้างเป็นสมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนหลัง

การเปลี่ยนแปลงของตัวคุณแม่
คุณแม่อาจรู้สึกถึงอาการแรกเริ่มของการตั้งครรภ์ต่างๆ เช่น หน้าอกคัดตึงใหญ่ขึ้น 
คลื่นไส้อาเจียน จมูกไวขึ้น ปัสสาวะบ่อย หรือมีอารมณ์แปรปรวน 
ในช่วงนี้คุณแม่จะเริ่มรู้แล้วว่าตั้งครรภ์ จึงควรไปฝากครรภ์กับคุณหมอแต่เนิ่นๆ

พัฒนาการทางสมองของลูกน้อยวัยหัดเดิน

ทารกวัยหัดเดินหรือลูกน้อยในช่วงอายุ 2-3 ขวบ ถือเป็นระยะเวลาที่พัฒนาการต่างๆมากมาย
พ่อแม่มือใหม่ส่วนใหญ่บางทีอาจยังไม่ทราบว่า ทุกครั้งที่ลูกน้อยเห็น ได้ยิน สัมผัสของใหม่ๆ
การได้ดมกลิ่นแปลกใหม่ และก็ลิ้มรสรสใหม่ๆ
หรือแม้แต่การได้ย้อนคิดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา
เซลล์สมองของลูกน้อยจะเกิดการเชื่อมโยงกันอย่างมากมาย มีการจัดระบบการเชื่อมโยงใหม่อย่างรวดเร็ว
การมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จะช่วยให้ลูกน้อยสามารถพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา
ซึ่งเป็นการช่วยให้เขาพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งต่างๆในโลกรอบตัว และก็รู้จักที่จะจัดการกับหน้าที่ของตนได้มากขึ้น
ช่วงวัยหัดเดินนี้เป็นวัยที่ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เริ่มใช้ภาษาสื่อสาร
ในการแสดงอารมณ์ แล้วก็ติดต่อกับคนรอบๆข้าง
พัฒนาการทางสมองที่แสดงผ่านทางการใช้ภาษาและการแสดงออกของเด็กในวัย 2 และ 3 ขวบนั้น
จะมีระดับการพัฒนาที่ต่างกันนะคะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้จากการแสดงออกตามตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ

พัฒนาการเด็กวัย 2 ขวบ
*พูดได้ 50-200 คำ
*เริ่มพูดเป็นประโยค 2 คำ
*ใช้สรรพนาม “หนู” และ “แม่”
*เรียกชื่อสิ่งของบางอย่างได้
*เลียนแบบคำพูดของผู้ใหญ่
*ทำตามคำสั่งได้
*รู้สึกสนุกสนานกับเรื่องราว เพลง และคำที่มีเสียงคล้องจองที่ไม่ซับซ้อน
*รู้จักส่วนต่างๆของร่างกาย ตุ๊กตาหมี หรือตุ๊กตาอื่น

พัฒนาการเด็กวัย 3 ขวบ
*เริ่มเข้าใจแยกแยะความหมาย “หนึ่งเดียว” และ “จำนวนมาก”
*พูดเป็นประโยค 2-3 คำ ได้
*เข้าใจสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น ใหญ่และเล็ก ขึ้นและลง
*รู้จักบางสี
*เรียกชื่อสิ่งของได้หลายอย่างมากขึ้น
*เริ่มเข้าใจเหตุผลและแก้ปัญหาได้
*รู้จักเคารพกฎระเบียบ
*เริ่มรู้จักแยกแยะและแสดงความสนใจในสี รูปร่าง และขนาดต่างๆ

เมื่อคุณพ่อคุณแม่รู้ตัวอย่างพฤติกรรมต่างๆนี้แล้ว
ต้องรอสังเกตรวมทั้งสนับสนุนให้ลูกรักมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยนะคะ…

ส่งเสริมลูกน้อยให้รักการอ่าน

การส่งเสริมให้ลูกรักการอ่านตั้งแต่เด็กจะช่วยให้ลูกรักการอ่านไปจนโตได้ คุณแม่ช่วยได้จาก
*
หาหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังโดยน้ำเสียงที่คุณแม่เล่าและเรื่องราวจากหนังสือนิทานนั้นๆ
จะช่วยให้ลูกได้ฝึกทักษะการจำ โดยจำสิ่งต่างๆในหนังสือ 
รวมทั้งเกิดความพอใจในเสียงต่างๆรอบตัวว่าเป็นเหมือนนิทานที่คุณอ่านให้ฟังหรือไม่

*นอกจากนี้ การได้สนิทสนมกับพ่อกับแม่เวลาฟังนิทานจะมีผลให้เด็กให้ความใส่ใจในหนังสือที่คุณอ่านและต่อมา 
พวกเขาจะเริ่มให้ความสนใจในหนังสือด้วยตัวเขาเอง และจะขอให้คุณอ่านให้ฟัง

*คุณแม่อาจช่วยลูกอ่านออกเสียงตัวอักษรและคำต่างๆเพื่อให้เขาฝึกออกเสียงด้วย 
ลูกจะทำความเข้าใจการอ่านตามธรรมชาติของเขาจากสิ่งที่คุณแม่หรือคุณพ่อเล่าหรืออ่านให้ฟัง

คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่านให้ลูกได้จากวิธีง่ายๆดังต่อไปนี้ อ่านหนังสือกับลูก
พยายามหาเวลาว่างทุกวันเพื่ออ่านหนังสือให้ลูกฟัง และก็อย่ากังวลหากลูกจะให้ความสนใจเพียงระยะสั้น 
ลองให้เขาจับหนังสือ เปิดดูหน้าต่างด้วยตัวเอง ให้ลูกรู้สึกถึงเรื่องราว สี และรูปทรงในหนังสือ 
ซึ่งสิ่งที่เขาสนใจจะบอกคุณได้ว่าครั้งต่อไปคุณควรเล่าหรือเรียกความสนใจจากเขาได้ด้วยสิ่งใดบ้าง

แคลเซียมสำคัญยังไงกับแม่ระยะให้นม

การได้รับแคลเซี่ยมอย่างเพียงพอ เพื่อจะได้เสริมกระดูกของคุณแม่ให้แข็งแรง
ผลวิจัยบอกว่าหญิงที่ให้ลูกกินนมแม่จะสูญเสียมวลกระดูก 3-5% ดังนั้น 
ความต้องการแคลเซียมของร่างกายจึงสูงขึ้นในช่วงให้นมลูกค่ะ 
อย่างที่ทราบกันดีว่า นอกจากตัวคุณแม่แล้ว ลูกน้อยก็จำเป็นต้องได้รับแคลเซียมเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง 
การบริโภคแคลเซียมก็เลยสำคัญมากสำหรับในการช่วยฟื้นฟูสภาพกระดูกภายหลังการตั้งครรภ์ 
เพื่อพร้อมที่จะให้นมลูกน้อยนะคะ 5ประโยชน์สำคัญของแคลเซียมต่อแม่ตั้งครรภ์

1.แคลเซียมช่วยเสริมสร้างแล้วก็รักษาความแข็งแรงของกระดูกแล้วก็ฟัน 
ทำให้แน่ใจว่าคุณแม่จะสามารถรักษามวลกระดูกไว้ได้ในช่วงระยะที่ให้ลูกกินนมแม่ 
แล้วก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนตอนคุณแม่มีอายุมากขึ้นนะคะ

2.แคลเซียมยังมีหน้าที่อื่นๆอีกมากมาย เช่น มีส่วนช่วยให้หัวใจ ระบบประสาท 
รวมทั้งกล้ามพัฒนาและทำงานอย่างเป็นปกติ 
ซึ่งสิ่งพวกนี้จำเป็นต่อการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ 
ช่วยในการหดตัวและก็ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ 
รวมทั้งมีส่วนช่วยในการส่งสัญญาณการทำงานระหว่างเซลล์ประสาทค่ะ

3.แคลเซียมช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และก็อาจลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง

4.แคลเซียมช่วยลดการกักเก็บของเหลวในร่างกาย 
และช่วยควบคุมการหลั่งสารเคมีในสมองที่มีผลต่ออารมณ์ด้วยนะคะ

5.แคลเซียมอาจมีหน้าที่ในการควบคุมน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 
และช่วยป้องกันการสะสมไขมันไม่ให้มีมากเกินไป ด้วยการกระตุ้นการสลายไขมันที่สะสมในร่างกายค่ะ

เคล็ดลับแนวทางเพิ่มน้ำนมแม่อย่างเห็นผล

น้ำนมแม่ เป็นอาหารที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับลูกน้อย
เปรียบเหมือนวัคซีนหยดแรกที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูก
เนื่องมาจากนมแม่มี ซินไบโอติก
ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้ลูกน้อย คุณแม่จำเป็นต้องให้ลูกทานนมแม่ให้นานที่สุด
การให้นมแม่เป็นเรื่องง่ายที่ผู้หญิงทุกคนสามารถทำได้ ถ้าเกิดมีความมุ่งมั่นและก็ตั้งใจจริง
คุณแม่จะมีน้ำนมให้ลูกทานได้เพียงพอ และก็ต่อเนื่องไปนานที่สุด
ก่อนที่คุณแม่จะไปทำความเข้าใจแนวทางเพิ่มน้ำนมแม่
แต่ก่อนอื่น มาดูกลไกการผลิตนมแม่กันก่อนค่ะ
แม่ควรจะรู้เรื่องกลไกการผลิตน้ำนมก่อนรู้วิธีเพิ่มน้ำนม
การกระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำนม เกิดจากการที่ลูกดูดนมแม่
การดูดของลูกจะกระตุ้นปลายประสาทที่หัวนมให้ส่งสัญญาณไปยังต่อมไฮโปทาลามัสที่สมองส่วนบน
ซึ่งจะส่งสัญญาณต่อไปยังต่อมใต้สมองให้สร้างฮอร์โมนโปรแล็กตินแล้วก็ออกซีโตซิน
โปรแล็กติน จะทำหน้าที่กระตุ้นให้มีการสร้างน้ำนมเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนออกซีโตซินจะไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบต่อมน้ำนมหดตัวเพื่อบีบขับน้ำนมให้พุ่งเข้าปากทารก
การได้สัมผัส โอบอุ้มลูกใกล้ชิดและเสียงของลูกจะช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนออกซีโตซินด้วย…

การดูแลแผลผ่าคลอดแล้วก็แนวทางการทำให้แผลหายเร็วขึ้น

เมื่อเห็นแผลเย็บจากการผ่าคลอด มีความหมายว่าคุณแม่ได้ทำภารกิจอันยิ่งใหญ่เสร็จแล้ว
งานถัดไปคือการดูแลให้แผลที่เย็บไว้หายเร็วขึ้นโดยทำความเข้าใจเรื่องของแผลผ่าคลอด
และตามคำแนะนำต่อไปนี้ค่ะ

7 วิธีการดูแลแผลผ่าคลอดให้หายเร็วและบรรเทาเจ็บแผล
1.อย่าทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากนัก
แม่ต้องห้ามยกของหนักเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 เดือนแรก
2.หมั่นขมิบช่องคลอดเป็นประจำ
เพื่อช่วยทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงในบริเวณนั้นมากขึ้นและกระตุ้นการสมานแผล
3.รักษาความสะอาดและคอยดูแลให้แผลแห้ง วิธีที่รวดเร็วก็คือ
การฉีดละอองน้ำเพื่อล้างทำความสะอาด
ทำวันละ 2-3 ครั้งและเช็ดให้แห้งอย่างเบามือ
4.ต้องระวังอย่าให้ผ้าอนามัยไปขูดสีกับแผลที่เย็บไว้
รวมทั้งควรจะเปลี่ยนผ้าอนามัยเป็นประจำ
5.คุณแม่อาจใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณแผลได้ แต่ว่าจะต้องไม่เกินครั้งละ 2-3 นาที
ความเย็นจะช่วยลดอาการบวม แต่ถ้าเกิดนานเกินไปก็จะทำให้เลือดมาเลี้ยงรอบๆแผลน้อยลง
6.ใช้ผ้ารัดท้องหลังคลอดเพื่อช่วยพยุงกล้ามเนื้อส่วนหลังเวลาขยับเดิน
อีกทั้งยังช่วยลดความเจ็บปวดจากแผลผ่าคลอด
อาการเจ็บแผลผ่าคลอดจะลดลงได้ เช่น
ด้วยการใช้ผ้ายางยืดกับแผลผ่าตัดไม่ให้ดึงรั้งจากผนังหน้าท้อง
และก็อาการปวดตึงแผลผ่าคลอดจะค่อยๆทุเลาหลังจาก 48 ชั่วโมงผ่านไป
แต่ถ้ายังมีเจ็บ สามารถทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลช่วย
7.แม่ต้องทานโปรตีน ซึ่งจะช่วยทำให้ แผลผ่าคลอดประสานกันไวขึ้น
แม้หลายคนบอกว่าห้ามกินไข่ หรือนม แต่ว่าทางการแพทย์แล้วทานได้ค่ะ
แต่ทานให้พอดี ไม่มากเกินไป
เพราะเหตุว่าโปรตีนช่วยให้แผลผ่าคลอดหายเร็วขึ้น หรือประสานไวขึ้น…

ภารกิจสำคัญที่ต้องทำก่อนทริปสำคัญของเด็ก ๆ

ก่อนเดินทางไปเที่ยวที่ต้องขึ้นเครื่องบินสิ่งสำคัญมากกว่าการวางแผนการเดินทาง
และเตรียมสัมภาระของลูกน้อยให้ครบถ้วนนั้นคือการตรวจสุขภาพของเด็ก ๆ
หรือการไปพบแพทย์ประจำตัว เพื่อให้ท่านตรวจร่างกาย ขอรับคำแนะนำ รวมถึงการฉีดวัคซีนให้กับเด็ก ๆ
ซึ่งการพาลูกน้อยไปตรวจสุขภาพก่อนเดินทาง ควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์
พ่อแม่บางท่านอาจรู้สึกว่าการไปพบแพทย์ทั้ง ๆ
ที่ไม่ได้ป่วยนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
แต่อย่างไรก็ตามภูมิคุ้มกันของเด็กนั้นต่ำกว่าผู้ใหญ่
เพียงแค่หายใจหรือสัมผัสกับเชื้อโรคบางอย่าง
ก็มีโอกาสที่จะป่วยและเสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายมาก
การพาลูกไปพบแพทย์นั้นถือเป็นโอกาสดีที่จะได้รับฟังคำแนะนำเกี่ยวกับการ
เดินทางด้วยเครื่องบิน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อลูกน้อย เช่น
เรื่องของความกดอากาศที่ทำให้มีอาการปวดหู การใช้ยาหยอดหู
หรือกรณีที่ลูกมีโรคประจำตัวก็จะได้เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีอีกด้วย
ปกติแล้วเด็กจะได้รับการฉีดวัคซีนมาตรฐานเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามช่วง
ระยะเวลาอยู่แล้ว แต่เราก็สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ได้
ในทุกช่วงอายุ ซึ่งการฉีดวัคซีนก็เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับร่างกาย
ช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรคได้
ซึ่งแพทย์จะแนะนำวัคซีนให้ลูกตามความเหมาะสม โดยสามารถแบ่งเป็น 2แบบ คือ
1. วัคซีนที่จำเป็นต้องได้รับก่อนออกเดินทาง
กรณีที่ไปเที่ยวประเทศในแถบแอฟริกาและอเมริกาใต้ จำเป็นต้องได้รับ
วัคซีนไข้เหลือง ก่อนเดินทางอย่างน้อย 10 วัน
ตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (WHO IHR)
หรือหากเดินทางไปประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดียเนปาล บังกลาเทศ
ซึ่งมีความเสี่ยงในการติดโรคไทฟอยด์สูงก็จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ เป็นต้น
2. วัคซีนที่ใช้ตามความเหมาะสม
แพทย์จะพิจารณาการให้วัคซีนจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น
ประเทศที่ไปมีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคหรือติดเชื้อประเภทใด
ระยะเวลาในการเดินทาง รวมถึงกิจกรรมที่จะไปทำ เช่น
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ
วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น วัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรค
วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนออกเดินทาง 1-2 สัปดาห์
ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พ่อแม่ต้องเอาใจใส่และพยายามสังเกตความผิดปกติ
ของลูกอย่างใกล้ชิดด้วย โดยสัญญาณเตือนอันดับแรก ๆ
ว่าร่างกายกำลังอ่อนแอและอาจเจ็บป่วยก็คือ ตัวร้อน นั่นเอง
ปกติอุณหภูมิร่างกายของเด็กจะอยู่ประมาณ 36.5-37.5 องศาเซลเซียส
แต่ถ้าสูงกว่านั้นแสดงว่าเจ้าตัวเล็กมีไข้ อุณหภูมิร่างกายสูง
และอาการที่พบร่วมด้วยก็คือ เซื่องซึม หงอย ไม่สนใจสิ่งเร้ารอบตัว
ไม่ยอมดูดนม บางรายอาจร้องไห้โยเย กระสับกระส่าย
ให้พ่อแม่ระบายความร้อนหรือลดไข้ด้วยการเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ดื่มน้ำมาก ๆ
และนอนพักผ่อนให้เต้มที่ แต่ถ้าพบว่าลูกเริ่มไอ จาม มีน้ำมูก อาเจียน
ท้องเสีย หายใจขัด รวมไปถึงผิวหนังมีผื่นแพ้ต่าง ๆ
ควรพาไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษาโดยละเอียดต่อไป…

สัญญาณบอกว่าเด็กๆ กำลังเผชิญกับวิกฤติด้านการเรียนรู้

เด็กๆ ที่เผชิญกับปัญหาด้านการเรียนรู้ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง
เพื่อเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านภาษา วิชาการ และการเขียน
เป็นผลมาจากระบบการทำงานที่ผิดปกติของสมองในขั้นตอนของการรับรู้และสื่อสารข้อมูล
ทำให้เกิดปัญหาเรียนยาก หรือเรียนได้ช้ากว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน
ซึ่งเด็กที่มีปัญหานี้จัดอยู่ในกลุ่มของเด็กที่ต้องการได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ซึ่งเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ไม่ได้แปลว่า พวกเขาฉลาดหรือขี้เกียจกว่าเด็กคนอื่นๆ
หากแต่เป็นเพียงระบบความคิด การจัดเก็บและสื่อสารข้อมูลนั้น แตกต่างจากเด็กคนอื่น
ซึ่งผู้ปกครองสามารถสังเกตลูกๆ ว่ามีปัญหาด้านการเรียนรู้หรือไม่ ด้วยการสังเกตจาก 5 สัญญาณเหล่านี้
1. ลูกรับรู้หรือมีการตอบรับช้ากว่าปกติ
หากสังเกตเห็นว่าเมื่อออกคำสั่งแล้วลูกของเราดูเหมือนไม่ค่อยมีการสอบสนองทางด้านอารมณ์
ความรู้สึกเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ รวมถึงบางทีดูเหมือนลูกไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบตัวเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หรือนานกว่าที่จะตอบรับความรู้สึกนั้น หากพบเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ
แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาน้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดเพื่อจะได้
รับทราบว่า สาเหตุที่แท้จริงนั้น เป็นเพราะลูกไม่ได้ยินที่เราพูด
หรือเป็นเพราะลูกมีปัญหาด้านการเรียนรู้กันแน่
2. ลูกสื่อสารไม่ค่อยรู้เรื่อง
ลองสังเกตเวลาที่เราถามคำถาม แล้วเด็กๆ สามารถตอบคำถามที่เราฟังเข้าใจ
เพราะเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้นั้น
มักจะไม่สามารถเชื่อมโยงคำกับการเสียงอ่านของคำนั้นได้
รวมถึงไม่สามารถผสมเสียงพยัญชนะกับสระให้เป็นคำพูดได้
หรืออาจจะมีปัญหาในการพูดคำบางคำอีกด้วย
3. มีปัญหาด้านการเรียน
สังเกตได้ว่าเด็กๆ ตึงเครียดกับการทำความเข้าใจกับโจทย์หรือคำถามที่ยาก
และมีการแสดงออกอย่างเด่นชัดว่าไม่อยากจะเรียนหรือรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับวิชานั้น
รวมถึงมีการแสดงออกด้านอื่น ยกตัวอย่างเช่น มีปัญหาด้านการรับรู้หรือเรียนรู้ตัวอักษร
ตัวเลข สี รูปร่าง วัน รวมถึงไม่สามารถบอกแม้แต่เวลาได้
4. ใช้ชีวิตประจำวันไปด้วยความยากลำบาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือตัวเอง ไม่สามารถติดกระดุม รูดซิป
หรือแม้แต่ผูกเชือกรองเท้าได้เอง จับดินสอ ปากกา
หรือกรรไกรไปในทิศทางที่ต้องการไม่ได้ หรือเขียนหนังสืออ่านไม่รู้เรื่อง
5. จดจำอะไรไม่ค่อยได้
ความจำถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการเรียนรู้
เพราะเป็นพื้นฐานในการไต่บันไดสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ
ถ้าลูกของคุณมีปัญหาในเรื่องการจดจำ ไม่ว่าผู้ปกครองจะพยายามพูดหรือบอกอะไรไป
ลูกไม่สามารถจำได้เลย หรือถ้าหากจำได้ก็จำได้เพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น ไม่นานก็ลืม
และหากถามซ้ำอีกก็แสดงท่าทีเหมือนกับว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน…

โรงเรียนทางเลือกเขาเรียนอะไรกันนะ! ตอนที่ 1

คุณแม่ที่มีลูกในวัยเตรียมเข้าโรงเรียนหลายท่านคงกำลังคิดไม่ตกว่าจะวางแผนการเลือกโรงเรียนอนุบาลให้กับเจ้าตัวเล็กอย่างไร
เพราะการเลือกโรงเรียนถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้กับเด็กๆ อย่างมาก
และทำให้โรงเรียนทางเลือกเริ่มเข้ามาเป็นที่สนใจของคุณแม่ยุคใหม่หลายท่าน
แต่ว่าโรงเรียนอนุบาลทางเลือกเหล่านี้มีหลักสูตร ทิศทาง การเรียนการสอนอย่างไร
จะเหมาะกับลูกของเราไหม คงเป็นคำถามที่คุณแม่ต้องการคำตอบ
ดังนั้นเรามารู้จักโรงเรียนประเภทนี้เพื่อเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจกันดีกว่าค่ะ
โรงเรียนทางเลือก คือ โรงเรียนที่มีระบบการศึกษาแบบเปิดให้มีความยืดหยุ่น
ทั้งในด้านหลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผล
โดยสอนตามแนวทางที่ไม่ใช่การเขียนอ่านหรือท่องจำ
แต่เน้นการพัฒนาทางทักษะต่างๆ จากความสามารถเฉพาะตัวของเด็ก
นำมาซึ่งการสอนแบบเฉพาะกลุ่ม ให้เด็กมีความกล้าคิด กล้าแสดงความเห็น
มีความเป็นตัวของตัวเอง เปิดโอกาสให้เด็กได้ออกไปเรียนรู้ที่นอกห้องเรียน
และปรับการเรียนการสอนโดยให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
ซึ่งแนวทางการสอนของโรงเรียนทางเลือกเหล่านี้จะมีรูปแบบที่ต่างกันไปบ้าง
ซึ่งในประเทศไทยเองจะมีรูปแบบการสอนประมาณ 8 รูปแบบ ดังนี้
1. แนวการสอนแบบมอนเตสเซอรี่ (Montessori) แนวคิดนี้จะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
และเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นผู้ให้การศึกษาแก่ตนเอง การเรียนร็จะเกิดการค่อยๆ
สั่งสมประสบการณ์ มิใช่การนั่งฟังครูผู้สอนเพียงอย่างเดียว
ซึ่งหลักสูตรการสอนแบบมอนเตสเซอรี่จะคำนึงถึงคาวมต้องการของผู้เรียน
มีการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมให้ผู้เรียนได้ลงมือทำด้วยตนเอง
มีความอิสระภายใตขอบเขตความปลอดภัย
โดยกระบวนการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับผลสำเร็จตามความต้องการของตนเอง
2. แนวการสอนแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf)
แนวการสอนนี้จะให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพ ศิลปะ และจินตนาการ
การจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนจะเน้นความเป็นธรรมชาติ
เปิดโอกาสให้กับพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ ดอกไม้ สนามหญ้า และสายน้ำ
มีแสงธรรมชาติเพียงพอที่ส่องเข้ามาในห้องเรียน
ใกล้ชิดกับธรรมชาติซึ่งจะเอื้อต่อการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกสงบ มีสมาธิ เด็กจึงเรียนรู้ได้ดี
3. แนวการสอนแบบนีโอ-ฮิวแมนนิสต์ (Neo-Humanist Education)
แนวการสอนนี้เชื่อว่าความเก่ง ความฉลาดเป็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน
แต่เราดึงออกมาใช้เพียง 5-10% เท่านั้น
และเชื่อว่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นเกิดจากศักยภาพที่สำคัญ 4 ด้านคือ
ร่างกายที่แข็งแรง, จิตใจอันมั่นคงและเปิดกว้าง, มีศีลธรรมอันดี
มีความรักให้กับผู้อื่นในวงกว้าง และสุดท้ายด้านความรู้-วิชาการ
ที่จะนำไปต่อยอดหรือประกอบอาชีพตามที่ตนเองถนัด
การเรียนการสอนตามแนวคิดนี้จึงเน้นองค์ประกอบดังกล่าว
เพื่อพัฒนาศักยภาพที่แฝงเร้นให้แสดงออกมาอย่างสุงสุด
คุณแม่ได้รู้จักโรงเรียนทางเลือกและรูปแบบการสอนไป 3 รูปแบบแล้ว
ในตอนที่สองจะนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกที่เหลืออีก
เพื่อเป็นตัวช่วยของคุณแม่ที่กำลังดูโรงเรียนอนุบาลที่มีคุณภาพให้สำหรับเจ้าตัวเล็ก
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ…

โภชนาการเอกอุดมในนมแม่

นมแม่ มีสารอาหารและสารต่าง ๆ มากกว่า 200 ชนิด มีสัดส่วนที่เหมาะสมทั้งปริมาณ และคุณภาพ
เหมาะกับระบบทางเดินอาหารและไตของทารกที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์และยังปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของ
ลูกทุกระยะการเจริญเติบโตอีกด้วย
โปรตีน มีปริมาณที่พอเหมาะกับการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของทารก ย่อยง่าย
และดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณสมบัติที่สำคัญอื่น ๆ เช่น สารป้องกันเชื้อโรค สารช่วยการเจริญเติบโต
ไขมัน มีกรดไขมันที่จำเป็น “ไลโนเลนิค” และ “ไลโนเลอิค” จำนวนมากเช่นเดียวกับกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายโซ่ยาว
อาทิ ดีเอชเอและเอเอ ซึ่งช่วยพัฒนาระบบสมอง และจอตา ช่วยสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงให้แผ่นหุ้มเส้นประสาท
ทำให้การรับส่งสัญญาณของเส้นประสาทระหว่างสมอง และร่างกายมีประสิทธิภาพ
คาร์โบไฮเดรต แลคโตส มีมากที่สุดในน้ำนมคน เป็นส่วนสำคัญสำหรับการพัฒนาการของสมองและระบบประสาท
เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับขนาดของสมอง และมีโอลิโกแซคคาไรด์มากกว่า 130 ชนิด
ส่งเสริมสุขภาพและช่วยป้องกันการติดเชื้อในลำไส้
วิตามินในนมแม่ มีทั้งวิตามินละลายในไขมันและละลายในน้ำ เป็น “ตัวช่วย”
เพิ่มความสามารถในการดูดซึมของแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสี
แร่ธาตุในนมแม่ มีปริมาณที่เหมาะสมและดูดซึมได้ดี เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัส
โดยเฉพาะธาตุเหล็กดูดซึม (50-70%) ดีกว่านมผง (5-10%)
ฮอร์โมน และเอ็นไซม์ มีอยู่มากมาย เช่น ฮอร์โมน ไทรอยด์ โปรแลคติน ออกซิโทซิน และอื่น ๆ
ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต เผาผลาญสารอาหาร และการทำงานของอวัยวะ เช่น
เอ็นไซม์ไลเปสช่วยย่อยไขมันในนมแม่ ทำให้การดูดซึมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ…