การคลอด

  • Category Archives : การคลอด

วิธีเลือกของเล่นลูกให้เหมาะสมกับพัฒนาการ – ตอนที่ 1

ของเล่น รวมถึงการเล่นต่างๆ ของเด็กตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยที่เริ่มเดิน
และเข้าโรงเรียนได้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินของเด็กๆ
ที่ใช้ไปกับการเล่นแล้ว ของเล่นยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับลูกได้อีกด้วย
ดังนั้น การเลือกของเล่นให้ลูก
ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกของเล่นให้ลูกได้อย่างถูกต้องเหมาะสมนั่นเอง
แรกเกิด – 6 เดือน
1. กระตุ้นการมองเห็น ได้แก่ ของเล่นที่มีสีสันสดใสเพื่อดึงดูดสายตา เช่น
โมบายที่มีลวดลาย หรือเป็นรูปภาพที่มีสีตัดกันอย่างชัดเจน เช่น ดำ-ขาว, น้ำเงิน-
เหลือง, แดง-เขียว เป็นต้น หรือเลือกของเล่นที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊งเวลาลมพัดก็ดี
2. กระตุ้นการฟังเสียงได้แก่ ของเล่นที่มีเสียง เช่น กล่องดนตรี
ของเล่นที่เขย่าหรือบีบให้เกิดเสียง
3. ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ของเล่นที่บีบหรือเขย่าแล้วเกิดเสียง
ของเล่นที่มีมือสอดกำได้ ลูกบอลนุ่ม ตุ๊กตาผ้ารูปสัตว์ เพื่อส่งเสริมการใช้มือ-
นิ้วมือสำหรับหยิบจับสิ่งต่างๆ
4. ของเล่นเสริมสติปัญญา ได้แก่ หนังสือลอยน้ำ หนังสือภาพ
โดยคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใกล้ชิดต้องคอยอ่านให้ฟัง และชวนดูสีสันต่าง ๆ
ที่มีอยู่ในหนังสืออยู่เสมอ
รวมไปถึงกระจกเงาที่จะช่วยฝึกการรู้จักตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
6-12 เดือน
1. กระตุ้นประสาทสัมผัส ได้แก่ ของเล่นที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น เรียบ หยาบ นุ่ม
แข็ง เพื่อกระตุ้นทักษะ การสัมผัส ของเล่นที่ดูด หรือกัดได้ เช่น ยางกัดรูปทรงต่าง ๆ
เพื่อกระตุ้นการรับรู้และช่วยลดอาการคันเหงือกของเด็ก
2. ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ของเล่นประเภทลากจูง
เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขา เล่นลูกบอลนุ่ม บล็อกไม้ใหญ่ ๆ
กล่องหยอดรูปทรงง่าย ๆ
เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือและนิ้วมือในการหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ
ของเล่นที่เขย่าให้เกิดเสียง เพื่อส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น มือ
นิ้วมือ

3. ของเล่นเสริมสติปัญญา ได้แก่ หนังสือที่มีรูปภาพขนาดใหญ่สีสันสดใส
ซึ่งพ่อแม่อ่านให้ฟังหรือให้ลูกเปิดหนังสือด้วยตัวเอง แล้วคอยออกเสียงตาม
รวมไปถึงกระจกเงา ที่จะช่วยฝึกให้เด็กรู้จักตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
หรืออาจจะเป็นของเล่นลอยน้ำ เช่น ถ้วยกระป๋องเล็กๆ
ใช้สำหรับเมื่อลูกอาบน้ำโดยให้ลูกรินน้ำและเทเล่น
เพื่อปูพื้นทางคณิตศาสตร์เรื่องการกะปริมาณ เป็นต้น…

อาหารที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ควรเน้นรับประทานให้มาก

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ย่อมต้องมีวิธีการดูแลตัวเองให้ดี
หนึ่งในนั้นก็คือการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง
ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าควรทานอะไรบ้าง ถ้าอย่างนั้นมาดูกันเลย

อย่างแรกสุดเลยก็คืออาหารที่มีธาตุเหล็ก โดยจะได้จากอาหารประเภทตับ,
เนื้อสัตว์, ผักสีเขียวเข้ม ฯลฯ
เพราะว่ามันจะช่วยให้คุณแม่มีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น ร่างกายจะแข็งแรงมากขึ้น
อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้อีกด้วย
ถ้าหากว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ขาดธาตุเหล็กไปก็จะเจ็บป่วยได้ง่าย

ต่อมาก็คือผักและผลไม้
นี่เป็นสิ่งที่หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
และมันก็เหมาะสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ด้วยเช่นกัน
นี่คือแหล่งรวมวิตามินแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยในครรภ์
ซึ่งผักและผลไม้นั้นสามารถที่จะนำเอาไปปั่นก็ได้เพื่อให้ง่ายต่อการรับประทาน

ผักในหมวดที่จัดว่าเป็นสมุนไพรก็มีบางอย่างที่เหมาะสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์
โดยมีประโยชน์ช่วยในการแก้อาการแพ้ท้อง อย่างเช่นขิง, มะนาว
ขณะที่หอมแดงก็มีประโยชน์เช่นกันในการช่วยป้องกันอาการเป็นหวัดคัดจมูก
ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่นั้นมีสุขภาพที่ดี
และส่งผลต่อเนื่องไปยังลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ด้วย

อาหารที่มีโปรตีนก็อย่าได้ขาด
เพราะว่ามันจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์นั้นมีสุขภาพดี
มีภูมิต้านทานโรคภัยต่างๆ ที่อาจเกิดจากแบคทีเรียรวมไปถึงไวรัสได้
โดยแหล่งโปรตีนนั้นก็คือ เนื้อที่ไม่ติดมัน, ไข่ไก่, อาหารทะเล ฯลฯ

โยเกิร์ตที่มีไขมันต่ำก็เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน
เพราะว่าในโยเกิร์ตนั้นจะมีสารอาหารมากมายที่จำเป็นต่อร่างกาย นั่นก็คือ

แคลเซียม, โปรตีน และจุลินทรีย์ มันเป็นอาหารที่รับประทานได้ง่าย และย่อยง่าย
มันช่วยให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ขับถ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย

การดื่มน้ำอยู่บ่อยๆ ตลอดวันก็เป็นสิ่งที่ดี มันจะช่วยป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ
โดยทั่วไปแล้วคนเราควรดื่มน้ำประมาณ 8-10 แก้วต่อวัน
ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรต้องทำด้วย
เพราะว่ามันจะป้องการอาการเหนื่อยล้า, อาการปวดศรีษะ, วิงเวียน
รวมไปถึงอาการบวม ที่คุณแม่ตั้งครรภ์อาจจะได้รับ
เนื่องจากความร้อนที่สูงจนเกินไป แต่น้ำดื่มที่ว่านี้ก็ควรต้องเป็นน้ำเปล่า
พยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในช่วงนี้เอาไว้จะดีกว่า

การรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลย
จำไว้ว่าห้ามรับประทานตามใจจนเกินไปอย่างเด็ดขาด
แม้ว่าสามารถเข้าใจได้ถึงความอยากอาหารของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ก็ตาม…

การคุมกำเนิดในภาวะที่ยังไม่พร้อมมีบุตร

การคุมกำเนิด หรือ การป้องกันการตั้งครรภ์ คือ
การป้องกันไม่ให้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
ผ่านกลไกในการป้องกันการตั้งครรภ์หลายกลไก เช่น
การป้องกันไม่ให้มีการตกไข่,
การป้องกันไม่ให้ไข่กับอสุจิเกิดการปฏิสนธิ และ
การป้องกันไม่ให้มีการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูก
โดยข้อควรคำนึงในการเลือกวิธีคุมกำเนิด
มีหลักในการพิจารณา ดังนี้ ความสะดวกในการใช้วิธีต่างๆ
ดังกล่าว, ความสะดวกในการเข้าถึงการคุมกำเนิด,
ระยะเวลาที่ต้องการคุมกำเนิด,
ความสามารถในการป้องกันการตั้งครรภ์ของวิธีคุมกำเนิด,
ความสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และ
โรคประจำตัวหรือข้อเสียในวิธีคุมกำเนิดแต่ละวิธี
ขณะที่ชนิดของการคุมกำเนิดนั้นมีมากมายหลายชนิดหลากวิธี
สามารถแบ่งออกได้หลายประเภทแล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งปร
ะเภท ทั้งนี้ ในที่นี้แบ่งตามระยะเวลาในการคุมกำเนิด
โดยแบ่งออกเป็น…
การคุมกำเนิดชั่วคราว
เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะมีอยู่เพียง
ชั่วคราว เมื่อหยุดใช้จะสามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้เอง
เหมาะสำหรับผู้ที่ยังต้องการมีบุตรในอนาคต
โดยสามารถเลือกได้ตั้งแต่ ถุงยางอนามัย, ยาเม็ดคุมกำเนิด,
ยาฉีดคุมกำเนิด, ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน, ห่วงคุมกำเนิด ไปจนถึง
แผ่นแปะคุมกำเนิด
ส่วนการคุมกำเนิดถาวร
เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ทำครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้ตลอดชีวิต
ไม่สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้เองอีก
เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมีบุตรอีกแล้ว
โดยวิธีการนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ การทำหมัน
ซึ่งนิยมทำในเพศหญิง

ข้อดีของการทำหมันในเพศหญิง คือ
ผ่าตัดครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้ตลอดชีวิต
ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการคุม กำเนิดการตั้งครรภ์
และทำให้เพิ่มความสุขทางเพศ เพราะไม่ต้องกังวลต่อการตั้งครรภ์
แต่ข้อเสียของการทำหมันในเพศหญิง คือ
ต้องได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์ ทำให้เกิดแผลเป็นที่หน้าท้อง
หากต้องการมีบุตรเพิ่มอีกต้องได้รับการผ่าตัดแก้หมัน
โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ในการผ่าตัดเฉพาะทาง
ขณะที่ข้อดีของการทำหมันในเพศชาย คือ
ผ่าตัดครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้ตลอดชีวิต
การผ่าตัดทำได้ง่ายใช้เวลาน้อย ใช้เพียงยาชาเฉพาะที่
ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ จึงทำให้เพิ่มความสุขทางเพศ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการทำหมันในชาย คือ
ต้องได้รับการผ่าตัดจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึ
กฝนมา หากต้องการมีบุตรเพิ่มอีก
ต้องได้รับการผ่าตัดแก้หมันโดยผู้เชี่ยวชาญ
และใช้เครื่องมือในการผ่าตัดเฉพาะ
ซึ่งการผ่าตัดทำหมันในเพศชาย
จะเป็นเป็นการคุมกำเนิดโดยผ่าตัดผูกหลอดนำอสุจิที่บริเวณ
อัณฑะ ทำให้ไม่มีตัวอสุจิออกมากับน้ำเชื้อ
จึงไม่มีการปฏิสนธิของอสุจิกับไข่ ส่วนในเพศหญิง
เป็นการคุมกำเนิดโดยการตัดผูกท่อนำไข่ 2 ข้าง
ทำให้ตัวอสุจิไม่สามารถเข้าปฏิสนธิกับไข่ได้จึงไม่มีการตั้งครรภ์
ซึ่งพบอัตราการตั้งครรภ์หลังผ่าตัด ประมาณ 0.2 – 0.7%…

ตากุ้งยิง โรคยอดฮิตในวัยเด็ก

โรคตากุ้งยิง คือ โรคชนิดหนึ่งเกี่ยวกับตา
โดยจะเกิดอาการอักเสบที่บริเวณ หนังตา ขนตา หรือ
ต่อมไขมันที่เปลือกตา แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
ตากุ้งยิงชนิดหัวผุด และ ตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน
ตากุ้งยิงชนิดหัวผุด หรือจะเรียกว่า ตากุ้งยิงภายนอก
ทางการแพทย์เรียก External hordeolum
เกิดจากการอักเสบของต่อมเหงื่อบริเวณผิวหนัง ที่โคนขนตา
จะมีอาการเกิดหัวฝีเห็นได้อย่างชัดเจนที่ขอบตา
ลักษณะของฝีจะไม่ใหญ่
ขณะที่ ตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน หรือจะเรียกว่า
ตากุ้งยิงภายใน ทางการแพทย์เรียก Internal hordeolum
เกิดจากการอักเสบของต่อมไขมันที่เยื่อบุเปลือกตา
ต้องปลิ้นเปลือกตาจึงจะสามารถมองเห็นฝี มักจะมีขนาดใหญ่
โดย โรคตากุ้งยิง สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย
โอกาสของการเกิดโรคมีเท่ากันทั้งในชายและหญิง
แต่จะพบมากในผู้ป่วยเด็กที่อายุไม่เกิน 10 ปี
เนื่องจากภูมิคุ้มกันโรคของเด็กยังจัดการกับเชื้อโรคได้ไม่ดีเท่าผู้ใ
หญ่
ซึ่ง โรคตากุ้งยิง เกิดจากการติดเชื้อ Staphylococcus
aureus สามารถหายเองได้ แต่ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคตากุ้งยิง
จะพบมากในผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคเบาหวาน
คนที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง หรือ คนที่มีไขมันในเลือดสูง
หรือติดเชื้อจากการขยี้ตาบ่อยๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด
การทำความสะอาดรอบดวงตาไม่ดี
ทำให้ฝุ่นและสารละคายเคืองเข้าสู่ดวงตาง่าย
และการไม่รักษาความสะอาดของคอนแทคเลนส์
ทำให้สิ่งสกปรกเจือปนเข้าสู่ดวงตา
เมื่อดวงตาเริ่มติดเชื่อ จะมีอาการเจ็บๆ คันๆ ที่เปลือกตา
ต่อมาเปลือกตาจะเริ่มบวมแดง และรู้สึกปวดบริเวณเปลือกตา
เกิดการมีก้อนที่บริเวณเปลือกตา และอาการปวดบริเวณหนังตา
จะเกิดเวลา กรอกตา หรือ หลับตา

จากนั้นจะเกิดหนองที่บริเวณเปลือกตา ถ้าหนองเกิดแตก
จะทำให้ขี้ตาเป็นสีเขียว หากกดลงไปบริเวณก้อนจะรู้สึกเจ็บ
ก้อนที่หนังตาจะกลายเป็นฝี และหัวเป็นหนองภายใน 5 วัน
ซึ่งหนองจะแตกไปเอง และจะค่อยๆ ยุปไป กระทั่งหายไปเอง
ปิดท้ายที่การรักษาโรคตากุ้งยิง
ควรประคับประครองอาการของโรคไม่ให้ลามหรืออักเสบมากขึ้น
สามารถทำได้หลายวิธี อาทิเช่น การใช้ยาหยอดตา
เพื่อทำรักษาความสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อมากขึ้น
และการรับประทานยาแก้อักเสบ บรรเทาอาการปวดของหนังตา
หรือการผ่าเอาหนองออก จะใช้สำหรับกรณีที่มีอาการรุนแรง
โดยสังเกตุอาการว่ามีก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บตา
มีเลือดออกที่เปลือกตา มีตุ่มน้ำเกิดขึ้นที่เปลือกตา
ที่เปลือกตามีสะเก็ด สายตาผิดปกติ ต้องรีบเข้าพบแพทย์
เพื่อผ่าตัดดูดหนอง ก่อนที่จะลามไปมากกว่านี้…

การดูแลลูกน้อยในช่วงหน้าฝน และโรคที่ควรระวัง

จากสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตก กระจายความเปียกชื้นไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ มีทั้งเชื่อไวรัส
และเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหน้าฝนในเด็ก เพราะมีความเสี่ยงสูง
เนื่องจากภูมิต้านทานร่างกายยังไม่แข็งแรง อาจติดเชื้อได้ง่าย
1.ไข้หวัดใหญ่โรคอันตรายในเด็ก
จะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว มีอาการจามไอ ไม่อยากทานอาหาร
เด็กเล็กที่ยังสื่อสารไม่ได้มีอาการไข้สูงกระสับกระส่าย ซึมลง ส่วนเด็กที่สื่อสารได้จะหงุดหงิด ไม่ทานอาหาร ไข้
หวัดใหญ่ในเด็กถ้าเป็นนานเด็กจะมีภาวะขาดนํ้า ไม่ทานอาหาร ถ้าเป็นนานจะนำสู่โรคหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ
และอาจเป็นไซนัสอักเสบร่วมด้วย และอาจมีโรคที่มีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาสมทบ จะทำให้หลอดลม
และหลอดลมฝอยอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ โดยเชื้อนี้ทำให้มีเสมหะอัดในจมูก
จึงต้องมาพ่นยา
2.โรคมือ เท้า ปาก
เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส และคอคซาคีไวรัส เป็นสาเหตุ มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี
พบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ซึ่งมักมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต จะพบมากในช่วงฤดูร้อน
ไวรัสจะทำให้มีไข้ เจ็บคอและมีแผลเกิดขึ้นในปากบนฝ่ามือและฝ่าเท้า ในบางรายอาจพบที่ก้นด้วย
โดยผื่นที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะกลายเป็นตุ่มพองใสและแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ
อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ผู้ปกครองสามารถป้องกันโรคมือ เท้า
ปากได้โดยการหลีกเลี่ยงการให้เด็กใกล้ชิดกับผู้ป่วย และการรักษาสุขอนามัยที่ดี
3.ไข้เลือดออกโรคอันตรายในเด็ก
เกิดจากเชื้อไวรัส ที่อยู่ในตัวยุงลาย เมื่อยุงตัวที่มีเชื้อไข้เลือดออกไปกัดเด็ก เด็กก็จะได้รับเชื้อไข้เลือดออกมาทันที
ความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสชนิดนี้ เด็กจะมีไข้สูง ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว
สองวันแรกอาจไอมีนํ้ามูก สิ่งสำคัญเด็กจะมีจุดจํ้า ๆ เล็ก ๆ ตามตัว เหมือนเอาปากกาแดงจิ้มบนผิวหนัง การรักษา
รักษาตามอาการ แพทย์จะตรวจเลือดทุกวันเพื่อติดตามเรื่องเกร็ดเลือด หากเกร็ดเลือดต่ำอาจต้องให้เลือด
ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล ให้ดื่มนํ้าเกลือที่แพทย์ให้ทานอาหารอ่อน ๆ หลีกเลี่ยงอาหารมีสีดำหรือสีแดง
เพื่อให้ง่ายต่อการรักษา
4.ไข้กาฬหลังแอ่นโรคอันตรายในเด็ก
โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่าซึ่งมีหลายสายพันธุ์ ใน เดิมส่วนใหญ่พบในพื้นที่ริมชายแดน
ที่ปัจจุบันกลับมาเจอโรคนี้ในเมืองมากขึ้น ด้วยมีแรงงานต่างด้าวที่เป็นพาหะ
ส่วนใหญ่โรคนี้เป็นแล้วเสียชีวิต จากสถิติย้อนหลังพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิต จากโรคนี้ในประเทศไทยปีละไม่เกิน
10 คน เมื่อร่างกายได้รับเชื้อจะซึมลง มีปัญหาด้านสมอง ติดกันได้ทางการหายใจ นํ้าลาย โรคนี้ติดง่าย
ทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดการแพร่กระจายลุกลามในกระแสโลหิตและทำให้เสียชีวิตได้
ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที…

ไขข้อข้องใจ ทารกแรกเกิดควรได้รับอาหารประเภทไหนกันแน่

หนึ่งในปัญหาสำหรับคุณแม่มือใหม่ก็คือ
ยังไม่ทราบว่าควรให้ลูกน้อยในวัยทารกแรกเกิดรับประทานอาหารแบบไหนกันแน่
ลองมาไขข้อข้องใจกันดูเลย

ในวัยแรกเกิดซึ่งเด็กยังคงเป็นทารกอยู่นั้น
เรื่องของอาหารการกินเป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ
มันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนอย่างมาก
ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครที่ยังไม่เคยเลี้ยงเด็กในวัยนี้มาก่อน
ซึ่งก็ควรที่จะต้องเรียนรู้ เพื่อปฏิบัติกับตัวเด็กได้อย่างเหมาะสมที่สุด

ในช่วงแรกสุดนั้น
อาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กทารกก็คืออาหารธรรมชาติอย่างนมแม่
ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย
แม้ว่าปัจจุบันจะมีนมผงผลิตออกมาเมื่อสร้างความสะดวกสบาย
แต่รวมแล้วก็ยังมีสารอาหารไม่เทียบเท่ากับนมแม่ตามธรรมชาติอยู่ดี

โดยการป้อนนมแม่สำหรับเด็กในวัยนี้
ไม่จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของปริมาณสักเท่าไหร่นัก
ให้ป้อนพอให้เด็กรู้สึกอิ่มและนอนหลับสบายก็เพียงพอ
ซึ่งการให้นมแต่ละครั้งควรให้ราวๆ ครึ่งชั่วโมง และให้นมลูกอย่างน้อย 8
ครั้งต่อวัน

จากนั้นเมื่อเด็กทารกมีอายุ 4-6 เดือน ช่วงนี้อาจเพิ่มอาหารที่รับประทานง่าย
ย่อยง่ายเข้าไปด้วยก็ได้ เนื่องจากนมแม่นั้นจะมีสารอาหารลดลงไปเรื่อยๆ
เราสามารถป้อนข้าวบด
หรือว่าผลไม้ที่รับประทานง่ายให้กับลูกน้อยเพิ่มเข้าไปด้วยก็ได้ ขณะที่น้ำต้มผัก
ให้ทดสอบดูก่อนว่าลูกสามารถทานได้หรือเปล่า โดยให้เริ่มที่การป้อนสักช้อนชา
ถ้าหากว่าไม่มีปัญหาอะไรก็สามารถป้อนต่อไปได้เลย
แต่สิ่งที่ควรเลี่ยงก็คืออาหารประเภทถั่ว เพราะเด็กบางคนจะมีอาการแพ้

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นครบครึ่งปีแล้ว ลองฝึกให้ลูกน้อยทานอาหารอย่างเช่นกล้วย,
มันฝรั่ง, ข้าวกล้อง ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างควรต้มให้เปื่อยเสียก่อน เพื่อที่จะได้ย่อยง่าย
หรือไม่ก็ควรบดให้ละเอียด เมื่อโตขึ้นมาอีกก็ค่อยเพิ่มเนื้อสัตว์เข้าไป
แต่ไม่ควรเป็นชิ้นใหญ่นัก ทางที่ดีควรสับให้ละเอียดแล้วปั้นเป็นก้อนเล็กๆ
ก็จะถือว่ารับประทานง่ายสำหรับเด็กในวัยนี้

จากนั้นเมื่อเด็กเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นแล้วก็สามารถฝึกให้เด็กรับประทานข้าวเม็ด
โดยที่ไม่ต้องป้อนข้าวบดเหมือนกับแต่ก่อนแล้ว
ขณะที่อาหารทั่วไปก็สามารถเพิ่มผลไม้ที่รสเปรี้ยวเข้าไปด้วยก็ได้ อย่างเช่น
ผลไม้ประเภทเบอร์รี่ เป็นต้น

เมื่อลูกอายุครบ 1 ปี ก็ควรฝึกให้รับประทานอาหารด้วยตนเองบ้าง
ต้องทำใจว่าอาจจะต้องมีเลอะเทอะเปรอะเปื้อน
เนื่องจากเด็กยังไม่รู้วิธีใช้ช้อนส้อมอย่างถูกต้อง แต่ก็ควรฝึกเอาไว้แต่เนิ่นๆ

นี่ก็คือแนวทางการให้อาหารสำหรับเด็กทารกแรกเกิด
ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย…

ปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการเติบโตทางสมองของทารก

ทารกหรือเด็กแรกเกิดนั้นจะมีวิวัฒนาการส่วนต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นสมองหรือร่างกาย
แน่นอนว่าการได้รับสารอาหารที่ดีจะช่วยให้ร่างกายและสมองเจริญเติบ
โตได้ดี
โดยเฉพาะสมองของมนุษย์เพราะเป็นศูนย์รวมการควบคุมทุกส่วนของร่
างกาย ความเก่ง ความอัจฉริยะ ไหวพริบ ความคิดสร้างสรรค์ ต่างๆ
นาๆ มาจากการทำงานของสมองทั้งสิ้น
ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้องได้รับการกระตุ้น
แต่ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับสมองทารกก่อน
ซึ่งเด็กแรกเกิดประกอบด้วย เซลล์ประสาทหนึ่งแสนล้านเซล
ซึ่งเซลล์เหล่านี้ยังมีการเชื่อมต่อกันน้อย เมื่อทารกอายุ 1 ปี
น้ำหนักสมองจะเพิ่มเป็น 1,100 กรัม เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเลยทีเดียว
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้
มีผลมาจากการขยายตัวของเซลล์ประสาทและเพิ่มเครือข่ายเส้นใยเซล
ล์ประสาทไปเชื่อมต่อกับจุดต่างๆ

โดยสมองของทารกจะสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่ออย่า
งรวดเร็วภายใน 3 ปีแรก น้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่า 80%
หากทารกได้รับการดูแลและกระตุ้นพัฒนาการอย่างถูกวิธี
เครือข่ายเส้นใยประสาทจะถูกสร้างขึ้นมากถึง
หนึ่งล้านล้านเครือข่ายและหนึ่งล้านล้านจุดเชื่อมต่อ
ซึ่งมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่าตัว
และแน่นอนว่าทักษะความสามารถด้านการเรียนรู้ ความจำ การคิด
และอื่นๆ จะถูกพัฒนาได้อย่างรวดเร็วด้วย
ซึ่งหลักๆแล้ว ปัจจัยการเติบโตทางสมองของเด็กทารกก็จะมีอยู่ 5
ส่วนด้วยกัน นั้นก็คือสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ นอกจากนี้ ใจ
ก็มีส่วนสำคัญด้วยเช่นเดียวกันโดยเฉพาะในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก
ซึ่งจะมีผลดังนี้

1.หู

เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการได้ยินซึ่งสารมารถทำได้ตั้งแต่ทา
รกอยู่ในครรภ์ เช่น การเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ เสียงธรรมชาติ
เสียงการทำกิจวัตรประจำวัน การพูดคุยกับลูก ในเรื่องที่หลากหลาย
การร้องเพลงให้ฟัง การอ่านหนังสือหรือนิทาน เป็นต้น
2.ตา
แน่นอนว่าตาคือการกระตุ้นประสาทสัมผัสทางการมองเห็น
เด็กทารกมองเห็นตั้งแต่อยู่ในครรภ์
และเมื่อคลอดมาแล้วกระตุ้นด้วยการใช้สีสันสดใสและความหลากหลาย
ของอุปกรณ์เครื่องใช้ ของเล่น อาหาร
ผู้คนและสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ
3.จมูก
คือประสาทสัมผัสผ่านกลิ่น
การฝึกให้เด็กได้สูดดมกลิ่นที่หลากหลาย หอมละมุน
จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ประสาทสมองด้านนี้ได้
4.ลิ้น
นั้นหมายถึงประสาทสัมผัสการลิ้มรสชาติต่างๆ ทั้ง เปรี้ยว หวาน
มัน เค็ม เผ็ด โดยเพิ่มขึ้นทีละนิดตามอายุของเด็ก
5.กาย
ประสาทสัมผัสทางกายตั้งแต่หัวจรดเท้า
เปิดโอกาสให้ลูกทดลองและเรียนรู้ทุกอย่างรอบตัว
จากสิ่งต่างๆที่สามารถสัมผัสได้
ส่วนอย่างสุดท้ายคือใจ
หลายคนอาจจะคิดว่าใจสามารถสัมผัสได้ด้วยหรือ
แต่ในที่นี้หมายถึงความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
จะทำให้ทารกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย
และมีความมั่นคงทางจิตใจและความรู้สึก
ซึ่งจะถูกสะสมบ่มเพาะเป็นพื้นฐานนิสัยและบุคลิกภาพของเด็ก…

เทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกได้

พ่อแม่ทุกคนต่างก็พยายามสรรหาสิ่งที่ดีที่สุด
เพื่อมาช่วยให้การพั?นาการทางด้านร่างกาย อารมณื และสมอง
เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
โดยเฉพาะเรื่องความสูงที่พ่อแม่หลายคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ
โดยปกติแล้วเด็กผู้หญิงจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงอายุ 9-12
ขวบ หลังจากนั้นอัตราการเพิ่มความสูงจะค่อย ๆ ลดลง และคงที่เมื่ออายุ
16-18 ปี ส่วนเด็กผู้ชายนั้นจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงอายุ 10-14
ปี จากนั้นอัตราการเพิ่มความสูงจะค่อยลดลง และคงที่เมื่ออายุ 18-20 ปี
วันนี้เราจึงได้รวบรวมเทคนิคดี ๆ
ที่จะช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกของคุณมาฝากกัน
1. เสริมกระดูกด้วยแคลเซียม

มีงานวิจัยจากต่างประเทศระบุว่า
การดื่มนมมีความสัมพันธ์กับความสูงของเด็ก
ดังนั้นควรให้ลูกดื่มนมจืดวันละประมาณ 400 มิลลิกรัม
พร้อมทั้งทานอาหารให้ครบ 5
หมู่ให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายก็จะช่วยเพิ่มความสูงได้
นอกจากนั้นการทานปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้แข็ง และ ผักสีเขียวเข้ม
ก็ยังช่วยเพิ่มปริมาณแคลเซียมได้
2.พักผ่อนให้เพียงพอ
ควรให้เด็กนอนหลับให้สนิทประมาณวันละ 8-10 ชั่วโมง
เพราะการนอนหลับที่เพียงพอจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ช่วย
ในการเจริญเติบโต ทำให้กระบวนการต่าง ๆ
ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถช่วยเพิ่มความสูงได้
3. ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ
จะทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมน growth hormone
ส่งผลให้การสร้างกระดูกเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งพ่อแม่ควรให้เด็กออกกำลังกายอย่างน้อยวัน 10-15 นาที
และกิจกรรมที่ควรทำคือ กระโดดเชือก หรือ เล่นบาสเกตบอล
พัฒนาการของลูกเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด
โดยเฉพาะในด้านร่างกาย ที่จะต้องให้ความใส่ใจเรื่องอาหาร การพักผ่อน
และ การออกกำลังกาย เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการความสูงของลูกคุณ…

เรื่องง่ายๆพาแม่ออกกำลังกาย

เชื่อว่าคุณแม่หลายคนมักมีข้ออ้างเสมอในการไม่ออกกำลังกาย ข้ออ้างหลักๆก็คือไม่มีเวลา
วันนี่เราจะมากำจัดข้ออ้างเหล่านี้ของคุณออกไป
เพราะเราจะมาแนะนวิธีการออกกำลังกายง่ายๆและทำได้ที่บ้านมาฝากกันสำหรับคุณผู้ชายที่อยากออกกำลังกายแต่ไม่
มีเวลา
1.วิดพื้น เป็นการออกกำลังกายแบบน้อยแต่มาก น้อยในที่นี้คือใช้พื้นที่น้อยแต่ได้ประโยชน์มาก
เพราะสามารถช่วยให้คุณได้บริหารร่างกายในหลายๆส่วนได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นแขน ไหล่ หน้าอก
รวมไปถึงแผ่นหลัง หรือไม่ ก็ลองงอเข่า สลับกันไปก็ได้เหมือนกัน
2กระโดด สำหรับหนุ่มๆที่ยังมีข้อเข่าที่แข็งแรง การกระโดดจะช่วยให้คุณเสริมความแข็งแรงของขา และ
กระดูกสันหลัง และยังช่วยให้หัวใจแข็งแรงด้วย ลองเดิน สลับกับการกระโดดสัก 2 – 3 ที หรือไม่ก็ลองกระโดด
แตะเพดานบ้านก็ได้

3วิ่งจ๊อกกิ้ง วิธีง่ายๆสุดเบสิกแต่ได้ผลแน่นอน คุณสามารถเพิ่มความเร็ว มาเป็นการวิ่งอยู่กับที่ ได้ผลพอกัน
เรียกเหงื่อได้ดีด้วย ถ้ามีบริเวณก็วิ่งไปรอบๆได้

4ยกขา การยกขา เพื่อความกระชับทุกสัดส่วน และเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กับช่วงขา สะโพก
ช่วยยืดเส้นได้ดีอีกด้วย วิธีการคือคุณยกขาให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้หรือจะยกพาดกับเก้าอี้ หรือโซฟาก็ได้
หากรู้สึกตึง ก็งอเข่า ค่อยๆทำ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย
5เต้น ใครว่าผู้ชายเต้นไม่ได้ หากออกกำลังกายในบ้านคุณสามารถจะออกท่าทางตามความชอบได้โดยไม่ต้องอาย
เป็นวิธีการเรียกเหงื่อที่ดูสนุกที่สุดวิธีหนึ่ง เลือกเพลงที่ชื่นชอบ และเต้นไปตามจังหวะของเพลง
มันเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายมากที่เดียว แถมยังจะช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้น จากการฟังเพลงอีกด้วย
การออกกำลังกายจริงๆแล้วยังมีอีกหลาายวิธีที่สามารถออกกำลังกายง่ายๆได้ที่บ้านของคุณ
อย่าพยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองเพราะสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ…

วิธีง่ายๆแก้ปัญหามีลูกยากทำแล้วได้ผลจริง

ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาสำคัญที่คู่รักหลายๆ คู่ หากคุณเป็นคู่สามี ภรรยาที่กำลังพยายามมีลูก
จนกระทั่งมาพบความผิดปกติบางอย่าง หลังจากที่พยายามจะมีลูกมาแล้วหลายปี วันนี้เราจึงรวบรวมวิธี
แก้ปัญหามีลูกยากมาแนะนำกกันค่ะ จะมีวิธีไหนบ้างไปดูกันเลย
1.เพิ่มท่วงท่าลีล่าในการมีเพศสัมพันธ์
หลายคนอาจจะไม่ค่อยเรื่องนี้เท่าไร แต่การมีเพสสัมพันธ์ก็มีผลต่อการติดลูกเหมินกัน
โดยเฉพาะท่ามิชชันนารีเป็นท่าที่คุณผู้ชายสามารถชอดใส่อวัยวะได้ลึกที่สุด
เพื่อให้น้ำอสุจิเข้าถึงปากมดลูกได้โดยตรง ง่ายต่อการที่นำอสุจิเข้าไปผสมกับรังไข่
2.เพิ่มความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์
การมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ อย่างน้อยวันเว้นวันหรือสองวันครั้ง จะทำให้เพิ่มโอกาสมีลูกได้ง่ายขึ้น
3.ลดความเครียด
หากมีระความเครียดสูงเสี่ยงต่อการมีบุตรยาก เพราะผู้หญิงที่มีระดับของแอลฟาอะไมเลสสูง
ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวกับความเครียด ในขณะที่เกิดความเครียดนั้น จะทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน
ไข่ตกไม่ตรงเวลา
4.งดการดื่มกาแฟ
การดื่มกาแฟส่งผลให้มีลูกยากด้วยเช่นกัน เพราะในกาแฟมีคาเฟอีนผสมอยุ่มาก
โดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆอาจเสี่ยงต่อการแท้งได้
5.เลือกเวลาที่เหมาะสมสำหรับการมีเพศสัมพันธ์
เริ่มบันทึกรอบประจำเดือนเพื่อหาช่วงเวลาที่ร่างกายพร้อมมากที่สุด
ต้องรู้ช่วงเวลาที่กำลังจะเกิดการตกไข่ หากต้องการให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น
6.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดีและปกติ
ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเยอะ ทำให้มีลูกยาก
ซึ่งผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติหลายกิโลกรัมหรือเป็นโรคอ้วน
คุณก็จะต้องใช้เวลาให้การมีลูกเพิ่มขึ้นสองเท่า เพราะมีลูกได้ยากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกตินั่นเอง…