การคลอด

  • Category Archives : การคลอด
แม่และเด็ก

ลูกมีพัฒนาการช้าหรือไม่ วิธีสังเกตที่พ่อแม่ต้องรู้ – ตอนที่ 2

หลักจากได้เรียนรู้วิธีสังเกตเบื้องต้นกันไปแล้วว่าลูกมีพัฒนาการช้าหรือไม่
วันนี้เราจะมาแนะนำกันต่อในตอนที่ 2

5.จมูก
เมื่อทารกอายุได้ 3 วันจะเริ่มได้กลิ่น ยิ่งถ้าเป็นกลิ่นของคุณแม่
ลูกก็จะยิ่งพยายามหันไปหาด้วยความคุ้นเคย หากลูกไม่ตอบสนอง
หรือไม่มีปฏิกิริยากับกลิ่นใดๆ เช่น ไม่นิ่วหน้าหรือจามเมื่อมีกลิ่นเหม็นฉุน
ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีความผิดปกติ รวมไปถึงดั้งจมูกถ้าบี้ หรือเชิดมาก
อาจต้องดูหน้าตาโดยรวมด้วย เช่น หางตาชี้ กระหม่อมแบน ลิ้นใหญ่
ซึ่งอาจจะเป็นอาการของเด็กดาวน์ซินโดรม

6.ปาก
สังเกตว่าลูกปากแหว่งเพดานโหว่หรือไม่ ลูกพูดไม่ชัด ติดอ่าง เสียงผิดปกติ
ไม่เล่นเสียงและส่งเสียงอ้อแอ้ ไม่โต้ตอบคำพูดตามวัยหรือไม่ หรือหากลูกสองขวบแล้ว
ยังพูดคำที่ไม่มีความหมาย หรือไม่พยายามพูดกับคนอื่น
ก็อาจเป็นไปได้ว่าลูกอาจมีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้า

วิธีกระตุ้นพัฒนาการการพูดของลูกนั้น
สามารถทำได้โดยการตอบสนองเสียงอ้อแอ้ของลูก
ชวนลูกคุยโต้ตอบให้เหมือนคุยกันรู้เรื่อง หรือให้ลูกได้ลองออกเสียงคำง่าย ๆ
ให้เด็กได้เลียนเสียง ชวนเล่นเกมเป่าฟองสบู่ หรือเป่าน้ำในแก้ว
จะช่วยฝึกกล้ามเนื้อเพดานช่องคอ และการใช้ลมออกเสียงได้

7.ลิ้น
ถ้าลูกมีลิ้นใหญ่ ลิ้นยืดออกมาขณะพูด น้ำลายไหลย้อยอยู่ตลอด อ้าปากกว้างไม่หุบ
ไม่เคี้ยวหรือกลืนอาหาร เคี้ยวข้าวนาน หรือไอและสำลักอาหารบ่อย ๆ
การนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก ถือเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการได้
เพื่อให้เกิดการดูด วิธีการนวดก็คือ วางหัวนิ้วแม่มือลงบนคางใต้ริมฝีปากล่าง
แล้วลากออกเป็นเส้นตรงจนสุดขอบปากล่างทั้งสองประมาณ 5-10 ครั้ง

แขน ขา และลำตัว
เด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ จะมีลักษณะดังนี้

  • แขนขายาวไม่เท่ากันทั้งสองข้าง
  • นิ้วยึดติด นิ้วเกิน 5 นิ้ว นิ้วกุด
  • กล้ามเนื้อแขนขาเกร็งเกินไป ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก และผิดปกติ
  • ข้อสะโพกหลุด แบะออกมามากเกินไป หรือหนีบติดกันไม่ยอมแบะ
  • มีอาการท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ลำไส้มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว
    หรือมีปัญหาเรื่องการย่อยและการดูดซึม
    หรือหากลูกมีกล้ามเนื้อแขนขานุ่มนิ่ม อ่อนปวกเปียก จนไม่มีแรงในการเคลื่อนไหว
    ยกแขนยกขาลำบาก ไม่สามารถควบคุมลำตัวเพื่อทรงตัวให้มีความสมดุลขณะถูกอุ้ม
    เช่น
  • อายุ 3 เดือนแล้วคอยังไม่แข็ง
  • อายุ 9 เดือนแล้วยังไม่คว่ำหรือคลาน
  • อายุ 1 ขวบแล้วยังหยิบของเล่นไม่ได้ กำมือไม่ได้
    หากมีอาการเหล่านี้ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าลูกพัฒนาการผิดปกติได้

8.ผิวหนัง
สังเกตว่าสีผิวของลูกผิดปกติหรือไม่ เช่น

  • มีปานเป็นริ้ว เป็นแนวสีขาวหรือสีดำเป็นแถบใหญ่
  • มีปานตามผิวหนังมากกว่า 6 จุด
  • หลังมีปานลายเป็นต้นคริสต์มาส และกล้ามเนื้อนิ่ม
  • ผิวหนังแห้ง มีอาการคันและต้องเกาตลอดเวลา
    อย่างไรก็ตาม อาการทั้งหมดที่กล่าวไม่อาจสรุปได้ว่าลูกจะพัฒนาการช้า
    เพราะเด็กแต่ละคนก็อาจมีอาการแตกต่างกันออกไป
    เพียงแต่เป็นอาการที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นได้ง่ายเท่านั้น
    หากพบว่าลูกมีอาการผิดปกติ หรือมีข้อสงสัย
    ควรรีบพาลูกน้อยไปพบคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยอาการต่อไป
แม่และเด็ก

5 พฤติกรรมที่บ่งบอกว่าลูกน้อยจะเป็นอัจฉริยะ

แน่นอนสิ่งที่คุณแม่หลายคนอยากที่จะให้ลูกเป็นอันดับแรกคือเรื่องของสุ
ขภาพที่ต้องแข็งแรงก่อนจากนั้นค่อยมองไปถึงเรื่องของพัฒนาการการเรียนรู้ต่างๆตามวัยของเขา ซึ่งพัฒนาการของลูก น้อยนั้น เป็นที่ทราบกัน ว่าวัย 5
ปีแรกนั้นมีความสำคัญต่อพัฒนาการที่ดีของลูก
โดยพ่อและแม่สามารถฝึกสังเกตพัฒนาการของลูกได้
ซึ่งการเรียนรู้ของลูกนั้นจำเป็นต้องมีเป็นการฝึกลูกให้สามารถเรียนรู้อย่างพอดีและในปริมาณที่เหมาะสมเนื่องจากอาจจะส่งผลต่อความสามารถด้านอารมณ์รวมไปถึงการแสดงอ
อกด้วย ซึ่งวันนี้เรามี 5ข้อที่จะให้คุณแม่ได้สังเกตถึงสัญญาณว่าลูกของคุณนั้นมีสามารถมากกว่าเด็กปกติหรืออัจฉริยะ

1.ขี้สงสัยชอบตั้งคำถามอยู่เสมอ

การที่เด็กชอบถามนั้นบ่งบอกแล้วว่าเขาสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องต่างๆที่อยู่
รอบตัวการตอบคำถามลูก เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับเด็กในวัยนี้หากเด็กถามในเรื่องที่อธิบายยากพ่อและแม่ต้องหาคำตอบที่ทำให้เด็กเข้าใจง่าย พฤติกรรมนี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับ เด็ก และพ่อแม่เนื่องจากจะทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวแน่นแฟ้นใกล้ชิดกันมากขึ้น

2.ความจำดีสามารถจดจำสิ่งต่างๆได้แม่นยำ

เด็กก็เหมือนผ้าขาวหากมีกิจกรรมที่เขาชื่นชอบแน่นอนว่าเขาจะจดจำมันไปตลอด
เช่นเดียวกับพฤติกรรมแย่ๆด้วยซึ่งหากเป็นกิจกรรมดีๆที่เขาสนใจเขาจะสามารถรู้ได้ทันทีเพราะเพียงแค่เห็นผ่านตาก็สามารถจำได้และสามารถทำซ้ำใหม่ได้ การที่เด็กมีความสามารถในการจำที่ดีจะบ่งบอกว่า เด็กจะสามารถคิดและแก้ไขปัญหาต่างๆได้จากข้อมูลในความทรงจำของเขา

3.ชอบอ่านหนังสือ

หากลูกน้อยของคุณมีพฤติกรรมที่ชื่นชอบในการอ่านหนังสือ
แต่ลักษณะของหนังสือต่างๆก็ต้องจำแนกประเภทด้วย หากลูกเรา
สนใจในเนื้อหาของหนังสือและมีสมาธิในการเรียนรู้และอ่านหนังสืออย่
างมีสมาธินั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กมีพัฒนาการในการเรียนรู้
การอ่านหนังสือสำหรับเรื่องการอ่านหนังสือนั้น
พ่อและแม่ต้องอาศัยจังหวะในการสอนหนังสือให้
ลูกอ่านเองได้โดยที่ไม่บังคับเด็กให้อ่าน

4.มีทักษะด้านภาษา

การพูดของเด็กตั้งแต่ในวัยแรกเกิด
ที่แม้ว่าคุณพ่อคุณอาจจะฟังดูไม่รู้ภาษา
แต่นั้นก็บ่งบอกถึงพัฒนาการของลูก
ที่พยายามจะแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา
เด็กนั้นสามารถพูดได้อย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการจดจำที่ดี
จดจำพูดต่างๆที่เขาได้ยินอยู่บ่อยๆ ถือว่าเป็นหนึ่งในพัฒนาการที่เร็วขึ้น

5.การแสดงออกทางอารมณ์ที่มากกว่าปกติ

มีผลการวิจัยจากแพทย์ได้ระบุว่าเด็กที่มีแววจะโตขึ้นมาฉลาดจะมีการแ
สดงอารมณ์ที่รุนแรงกว่าคนอื่นๆ มีความไวต่อความรู้สึก
ถ้าหากสังเกตลูกน้อยบางครั้งมีอารมณ์ที่อ่อนไหวเช่นคุณแม่แกล้งร้องไห้และลูกเข้ามากอดก็บ่งบอกถึงความเข้าใจในด้านอารมณ์ของเขา…

ความสุขในการเล่นสล็อตออนไลน์

ความสุขในการเล่นสล็อตออนไลน์

ความนิยมของสล็อตออนไลน์สามารถนำมาประกอบกับปัจจัยหลักหลายประการ
สำหรับหนึ่งในการเล่นสล็อตคือการต้อนรับการผันง่ายสำหรับคนจำนวนมากในโลก
ที่ซับซ้อนของปี 2006
สำหรับอีกเกมที่ดึงดูดความปรารถนาของมนุษย์ทั่วไปที่จะร่ำรวยอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายฉันคิดว่าผู้เล่นชอบคิดว่าพวกเขาสามารถเอาชนะระบบหรือแย่งชิงเกมได้
เป็นข้อพิสูจน์ให้ลองค้นหาออนไลน์เพื่อหาช่องที่จะชนะและคุณจะพบว่าไม่มีบทความ
ไซต์และ e-book ที่ทุ่มเทให้กับกลยุทธ์ในการตีเกม

ขอความซื่อสัตย์นอกเหนือจากพื้นฐานที่เรียบง่ายบางอย่างจริงๆมีไม่มากที่จะพูดคุยเ
กี่ยวกับเมื่อมันมาถึงช่องกลยุทธ์
นี่เป็นเพียงความเรียบง่ายที่ดึงดูดกลุ่มผู้เข้าชมช่องโฆษณาออนไลน์ เราเป็นผู้หญิง
(ดีและไม่กี่คน) ที่ยุ่งอยู่กับชีวิตจริงของเรา เรามีงานเด็ก carpools
การประชุมและลักษณะของความมุ่งมั่นพารามิเตอร์ทั้งหมดที่ใช้เวลาของเรา
เมื่อเรามีเวลาว่างกับตัวเองเราต้องการถอดปลั๊กออกจากโลกและเพลิดเพลินกับความ
บันเทิงที่ไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมในสมองของเรามากเกินไป
สล็อตออนไลน์เสนอทางเลือกให้กับทีวี ลองมาดูสิเราไม่ต้องการเป็นทาสของซีรีส์อื่นๆ : Desperate Housewives และ American Idol ก็เพียงพอแล้วขอบคุณ!
สล็อตมีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเป็นระยะเวลานานหรือระยะเวลาสั้น ๆ
ตามที่เราเลือก

ใครไม่ได้ใช้เวลาสักครู่ในการจราจรหรือในขณะที่ซักผ้าพับเก็บฝันถึงสิ่งที่เราจะทำอ
ย่างไรกับโชคลาภของ $ 100K? ฉันรู้ว่าฉันมี!
ต้องมีสารเคมีบางอย่างที่ปล่อยออกมาจากความคิดเหล่านั้น … endorphin หรือ reliever
ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย การเล่นสล็อตจะทำงานในลักษณะเดียวกัน
เกมสล็อตแจ็คพ็อตโปรเกรสซีฟโดยเฉพาะอย่างยิ่งเติมกระตุ้นนี้
เกมเหล่านี้มีคพ็อตใหญ่สำหรับผู้เล่นที่เดิมพันเหรียญสูงสุดและเข้าชมคำสั่งผสมใหญ่


ผู้เล่นที่สล็อตทั้งหมดของคาสิโนที่ร่วมรายการมีส่วนร่วมในคพ็อตจนกว่าจะได้รับการ
ตี
ตอนนี้โอกาสในการชนะคพ็อตนั้นมีขนาดเล็กและเป็นจริงผู้เล่นรู้ว่าพวกเขาจะจ่ายเงิ
นสำหรับประสบการณ์ของการเพลิดเพลินกับความเป็นไปได้
ลึกลงจริงพวกเขาคาดหวังที่จะหลวม
แต่เงินที่พวกเขาจ่ายในการเล่นจะคุ้มค่าสำหรับความตื่นเต้น

คุณคาดหวังที่จะหลวมเมื่อคุณเล่นสล็อต?
ถ้าไม่เช่นนั้นคุณอาจตกอยู่ในประเภทของผู้ที่คิดว่าพวกเขารู้ว่าจะเอาชนะระบบได้อย่
างไร คุณอ่านทั้งหมดที่มีเพื่ออ่านในเรื่อง
คุณเล่นด้วยแท็บเล็ตถัดจากแป้นพิมพ์เพื่อเก็บบันทึกหมายเลขสปิน
คุณมีระบบและทำงานในระบบ บางทีคุณอาจจะชนะมากกว่าที่คุณหลวม
บางทีคุณอาจคาดหวังที่จะหลวม แต่คุณยังคงตีระบบ … อย่างไร?
คุณใช้ประโยชน์จากข้อเสนอโบนัสฟรีสปินและลงชื่อสมัครใช้เงินสด
ความตื่นเต้นที่คุณได้รับจากการรู้ว่าคุณกำลังเล่นสล็อตฟรีและรู้สึกตื่นเต้นที่ได้กล่าวไ
ว้ข้างต้นขณะที่คนอื่นจ่ายเงินให้กับพวกเขา ดีสำหรับคุณ!

นี่หวังว่าคุณจะตระหนักถึงแรงจูงใจในการเล่นสล็อตออนไลน์และคุณมีความเป็นจริงเ
กี่ยวกับความคาดหวังของคุณ
หวังว่าคุณจะสามารถเห็นราคาที่คุณจ่ายสำหรับผลตอบแทนที่คุณได้รับ และ …
นี่หวังว่าผลตอบแทนเหล่านี้จะทำให้คุณมีความสุขในรูปแบบใดก็ตามที่ใช้…

แม่และเด็ก

สุดยอดอาหารสำหรับคนท้อง บำรุงสมองให้ลูกน้อยในครรภ์

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนนอกจากจะคาดหวังให้ลูกน้อยคลอดออกมาอย่างปลอดภัย
ครบ 32 ประการ เติบโตเป็นเด็กน่ารัก มีร่างกายแข็งแรง และเลี้ยงง่ายแล้ว
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการให้ลูกเป็นเด็กฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว
ซึ่งวิธีทำให้ลูกฉลาดนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างได้
โดยการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอด
ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงพฤติกรรมของคุณแม่ ทั้งการดูแลตัวเอง
การออกกำลังกาย การพักผ่อนคลายเครียด
รวมไปถึงเรื่องของอาหารการกินที่ถือว่าสำคัญมาก ๆ
วันนี้เรามาขอแนะนำ10อาหารสำหรับคนท้องมาฝากกันค่ะ

  1. เนื้อปลา
    ในเนื้อปลาอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3
    ซึ่งเป็นส่วนประกอบของการสร้างเครือข่ายระบบประสาทสมองของทารก
    ช่วยให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีในเรื่องของความจำ และการเรียนรู้
    โดยคุณแม่ควรรับประทานปลาอย่างน้อย 12 ออนซ์ต่อสัปดาห์
    ซึ่งปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล
    ปลาทูน่า รวมไปถึงปลาพันธุ์ไทยอย่าง ปลาดุก ปลาช่อน ปลานิล ปลากะพง ปลาทู
    เป็นต้น
  2. เนื้อสัตว์
    นอกจากเนื้อปลาแล้ว คุณแม่ก็ควรรับประทานเนื้อสัตว์อื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น
    เนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อวัว รวมไปถึงตับสัตว์ ซึ่งมีคุณค่าและสารอาหารหลากหลาย
    เช่น โปรตีน ไขมัน ธาตุเหล็ก วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 รวมถึงกรดอะมิโน
    ซึ่งทั้งหมดมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานให้เป็นปกติของเซลล์สมองและเซลล์ประสาท
    ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์

          พร้อมที่จะนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองตลอดเวลา
          ทำให้ทารกมีการพัฒนาสติปัญญาและการเรียนรู้ที่ดี

        3.ผักใบเขียว
           ผักใบเขียว เช่น ผักโขม ผักคะน้า บรอกโคลี และกะหล่ำปลี
          อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินเค รวมถึงกรดโฟลิก แคลเซียม
          และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันเนื้อเยื่อสมองของลูก
          ไม่ให้เสียหายหรือถูกทำลาย
          ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดของทารกในครรภ์อีกด้วย
          ค่ะ

       4.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี
          ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เช่น บลูเบอร์รี มัลเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี
          หรือแม้แต่มะเขือเทศ ล้วนเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณและมีประโยชน์สูง
          ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก มีวิตามินซีสูง
          และมีกรดโฟลิกที่ช่วยป้องกันทารกมีอาการผิดปกติของสมอง รวมไปถึงวิตามิน
          แร่ธาตุต่าง ๆ และเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย
          ทั้งยังฟื้นฟูคอลลาเจนในผิวพรรณของคุณแม่ให้ดูเปล่งปลั่งสดใสอีกด้วยนะคะ
          แต่ก่อนรับประทาน คุณแม่ควรล้างทำความสะอาดด้วยผงฟู
          ซึ่งจะช่วยชะล้างสารพิษภายนอกที่อาจปนเปื้อนมากับผลไม้ได้ค่ะ

       5.ไข่
          ไข่ นับเป็นอาหารสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ขาดไม่ได้
           เพราะเป็นสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ของทารกในครรภ์
           ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเซลล์สมอง และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
           อีกทั้งในไข่ยังอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญอย่างโคลีน

           รวมถึงโอเมก้า 3 ที่เป็นตัวช่วยบำรุงสมองและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
           ดังนั้นคุณแม่ควรรับประทานไข่วันละ 1 ฟอง
           แนะนำว่าควรเป็นไข่ที่ปรุงสุกเท่านั้นนะคะ จะเป็นเมนูไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ตุ๋น
           หรือไข่ต้ม ก็แล้วแต่คุณแม่จะเลือกเลยค่ะ

        6.นม และอาหารที่ทำจากนม
           ในน้ำนมวัว ประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด เช่น วิตามินเอ
           วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 12 วิตามินดี แคลเซียม ฟอสฟอรัส
           ธาตุเหล็กและกรดอะมิโน ซึ่งมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์
           ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันเเข็งเเรงมากขึ้น
           ทั้งนี้คุณแม่อาจเลือกดื่มนมถั่วเหลืองแทนก็ได้ ซึ่งมีโปรตีนเท่านมวัว
           ทั้งยังมีเส้นใยอาหารและแคลเซียมที่ร่างกายต้องการ

        7.โยเกิร์ต
           โยเกิร์ต โดยเฉพาะกรีกโยเกิร์ต
           อุดมไปด้วยโปรตีนสำคัญที่ช่วยสร้างเสริมเนื้อเยื่อให้แก่เจ้าตัวน้อยในครรภ์ให้สมบูร
           ณ์ ทั้งยังมีแคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน
           นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว
           ที่จะไปทำลายเชื้อโรค ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย
           และลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ให้กับคุณแม่อีกด้วย

        8.ถั่ว
           ธัญพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว
           มีสารอาหารจำพวกโปรตีนสูง มีไฟเบอร์ คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2
           รวมถึงธาตุเหล็ก ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
           ทั้งนี้คุณแม่สามารถเลือกรับประทานถั่วประเภทอัลมอนด์ วอลนัท

           หรือแม้แต่เนยถั่วก็ได้เช่นกัน ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3
           และโปรตีนสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาเซลล์ประสาทและสมองของลูกในท้อง 

        9.อาหารจำพวกแป้งที่ไม่ขัดสี
           ในอาหารประเภทแป้งที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต
           ข้าวโอ๊ต เผือก มัน ข้าวโพด ฟักทอง นั้น ล้วนมีสารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
           ซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่จำเป็นของร่างกาย เมื่อย่อยสลายจะกลายเป็นกลูโคส
           ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของสมอง
           ช่วยสร้างความจำและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ท้องให้คงที่

      10.วิตามินเสริมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
            แน่นอนว่าการรับประทานอาหารหลักให้ครบ 5
            หมู่ย่อมดีกับสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกอยู่แล้ว
            แต่ทั้งนี้คุณแม่ก็สามารถรับประทานวิตามินเสริม
            หรือยาบำรุงครรภ์ที่จะทำให้ลูกน้อยในครรภ์ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน
            เช่น กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินรวม และซิงค์หรือสังกะสี
            ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างการพัฒนาสมองของทารก
            แต่อย่างไรแล้วคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานจะปลอดภัยที่สุดค่ะ

แม่และเด็ก

อาหารที่ไม่ควรทานระหว่างตั้งครรภ์

1.แอลกอฮอล์ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด
เพราะแอลกอฮอล์มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ คือ มีผลต่อสมองทำให้สมองพิการ

2.คาเฟอีน คาเฟอีนพบปริมาณมากในกาแฟ ชา น้ำอัดลม และขนมบางชนิด เช่น
ช็อกโกแลต ซึ่งถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับคาเฟอีนในปริมาณสูงต่อวัน
คาเฟอีนจะส่งผลต่อทารกคือ ทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
บางประเทศมีการรณรงค์ไม่ให้คนท้องทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
หรือทานให้น้อยกว่าประมาณ 600 มิลลิกรัมต่อวัน (กาแฟ 1 ถ้วยมีปริมาณคาเฟอีน
ประมาณ 60 มิลลิกรัม)

3.อาหารดิบ ถึงแม้จะยังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงอันตรายของอาหารดิบ
แต่พบว่าอาหารดิบทุกชนิดนั้นอาจจะทำให้คุณแม่ติดเชื้อจากอาหารที่ไม่ผ่านความร้อ
น ซึ่งจะยังมีเชื้อโรคอยู่ ตัวอย่างอาหารดิบ เช่น หอย กุ้ง ไข่ลวก เหล่านี้เป็นต้น

4.อาหารรสหวาน อาหารที่มีรสหวานและมีไขมันมาก
คุณแม่ควรเลี่ยงเพราะจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลต่อวันมาก
อาจจะทำให้เกิดโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์และมีผลต่อทารก คือ
ทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ ทำให้คลอดยาก
มีผลต่อระบบหายใจของทารกและมีแนวโน้มที่ทารกที่คลอดออกมาจะเป็นเบาหวานเมื่
อโตขึ้น ดังนั้นคุณแม่ควรพยายามควบคุมระดับน้ำตาลระหว่างตั้งครรภ์ด้วยค่ะ

สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณและลูกน้อยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา ตั้งแต่ 3 เดือนแรกจนถึงทารกลืมตาดูโลก
คุณแม่ก็ไม่ควรละเลยกับอาหารเหล่านี้น่ะค่ะ…

แม่และเด็ก

วิธีเลือกของเล่นลูกให้เหมาะสมกับพัฒนาการ – ตอนที่ 1

ของเล่น รวมถึงการเล่นต่างๆ ของเด็กตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยที่เริ่มเดิน
และเข้าโรงเรียนได้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินของเด็กๆ
ที่ใช้ไปกับการเล่นแล้ว ของเล่นยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับลูกได้อีกด้วย
ดังนั้น การเลือกของเล่นให้ลูก
ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกของเล่นให้ลูกได้อย่างถูกต้องเหมาะสมนั่นเอง
แรกเกิด – 6 เดือน
1. กระตุ้นการมองเห็น ได้แก่ ของเล่นที่มีสีสันสดใสเพื่อดึงดูดสายตา เช่น
โมบายที่มีลวดลาย หรือเป็นรูปภาพที่มีสีตัดกันอย่างชัดเจน เช่น ดำ-ขาว, น้ำเงิน-
เหลือง, แดง-เขียว เป็นต้น หรือเลือกของเล่นที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊งเวลาลมพัดก็ดี
2. กระตุ้นการฟังเสียงได้แก่ ของเล่นที่มีเสียง เช่น กล่องดนตรี
ของเล่นที่เขย่าหรือบีบให้เกิดเสียง
3. ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ของเล่นที่บีบหรือเขย่าแล้วเกิดเสียง
ของเล่นที่มีมือสอดกำได้ ลูกบอลนุ่ม ตุ๊กตาผ้ารูปสัตว์ เพื่อส่งเสริมการใช้มือ-
นิ้วมือสำหรับหยิบจับสิ่งต่างๆ
4. ของเล่นเสริมสติปัญญา ได้แก่ หนังสือลอยน้ำ หนังสือภาพ
โดยคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใกล้ชิดต้องคอยอ่านให้ฟัง และชวนดูสีสันต่าง ๆ
ที่มีอยู่ในหนังสืออยู่เสมอ
รวมไปถึงกระจกเงาที่จะช่วยฝึกการรู้จักตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
6-12 เดือน
1. กระตุ้นประสาทสัมผัส ได้แก่ ของเล่นที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น เรียบ หยาบ นุ่ม
แข็ง เพื่อกระตุ้นทักษะ การสัมผัส ของเล่นที่ดูด หรือกัดได้ เช่น ยางกัดรูปทรงต่าง ๆ
เพื่อกระตุ้นการรับรู้และช่วยลดอาการคันเหงือกของเด็ก
2. ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ของเล่นประเภทลากจูง
เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขา เล่นลูกบอลนุ่ม บล็อกไม้ใหญ่ ๆ
กล่องหยอดรูปทรงง่าย ๆ
เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือและนิ้วมือในการหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ
ของเล่นที่เขย่าให้เกิดเสียง เพื่อส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น มือ
นิ้วมือ

3. ของเล่นเสริมสติปัญญา ได้แก่ หนังสือที่มีรูปภาพขนาดใหญ่สีสันสดใส
ซึ่งพ่อแม่อ่านให้ฟังหรือให้ลูกเปิดหนังสือด้วยตัวเอง แล้วคอยออกเสียงตาม
รวมไปถึงกระจกเงา ที่จะช่วยฝึกให้เด็กรู้จักตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
หรืออาจจะเป็นของเล่นลอยน้ำ เช่น ถ้วยกระป๋องเล็กๆ
ใช้สำหรับเมื่อลูกอาบน้ำโดยให้ลูกรินน้ำและเทเล่น
เพื่อปูพื้นทางคณิตศาสตร์เรื่องการกะปริมาณ เป็นต้น…

แม่และเด็ก

อาหารที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ควรเน้นรับประทานให้มาก

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ย่อมต้องมีวิธีการดูแลตัวเองให้ดี
หนึ่งในนั้นก็คือการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง
ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าควรทานอะไรบ้าง ถ้าอย่างนั้นมาดูกันเลย

อย่างแรกสุดเลยก็คืออาหารที่มีธาตุเหล็ก โดยจะได้จากอาหารประเภทตับ,
เนื้อสัตว์, ผักสีเขียวเข้ม ฯลฯ
เพราะว่ามันจะช่วยให้คุณแม่มีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น ร่างกายจะแข็งแรงมากขึ้น
อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้อีกด้วย
ถ้าหากว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ขาดธาตุเหล็กไปก็จะเจ็บป่วยได้ง่าย

ต่อมาก็คือผักและผลไม้
นี่เป็นสิ่งที่หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
และมันก็เหมาะสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ด้วยเช่นกัน
นี่คือแหล่งรวมวิตามินแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยในครรภ์
ซึ่งผักและผลไม้นั้นสามารถที่จะนำเอาไปปั่นก็ได้เพื่อให้ง่ายต่อการรับประทาน

ผักในหมวดที่จัดว่าเป็นสมุนไพรก็มีบางอย่างที่เหมาะสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์
โดยมีประโยชน์ช่วยในการแก้อาการแพ้ท้อง อย่างเช่นขิง, มะนาว
ขณะที่หอมแดงก็มีประโยชน์เช่นกันในการช่วยป้องกันอาการเป็นหวัดคัดจมูก
ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่นั้นมีสุขภาพที่ดี
และส่งผลต่อเนื่องไปยังลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ด้วย

อาหารที่มีโปรตีนก็อย่าได้ขาด
เพราะว่ามันจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์นั้นมีสุขภาพดี
มีภูมิต้านทานโรคภัยต่างๆ ที่อาจเกิดจากแบคทีเรียรวมไปถึงไวรัสได้
โดยแหล่งโปรตีนนั้นก็คือ เนื้อที่ไม่ติดมัน, ไข่ไก่, อาหารทะเล ฯลฯ

โยเกิร์ตที่มีไขมันต่ำก็เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน
เพราะว่าในโยเกิร์ตนั้นจะมีสารอาหารมากมายที่จำเป็นต่อร่างกาย นั่นก็คือ

แคลเซียม, โปรตีน และจุลินทรีย์ มันเป็นอาหารที่รับประทานได้ง่าย และย่อยง่าย
มันช่วยให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ขับถ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย

การดื่มน้ำอยู่บ่อยๆ ตลอดวันก็เป็นสิ่งที่ดี มันจะช่วยป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ
โดยทั่วไปแล้วคนเราควรดื่มน้ำประมาณ 8-10 แก้วต่อวัน
ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรต้องทำด้วย
เพราะว่ามันจะป้องการอาการเหนื่อยล้า, อาการปวดศรีษะ, วิงเวียน
รวมไปถึงอาการบวม ที่คุณแม่ตั้งครรภ์อาจจะได้รับ
เนื่องจากความร้อนที่สูงจนเกินไป แต่น้ำดื่มที่ว่านี้ก็ควรต้องเป็นน้ำเปล่า
พยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในช่วงนี้เอาไว้จะดีกว่า

การรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลย
จำไว้ว่าห้ามรับประทานตามใจจนเกินไปอย่างเด็ดขาด
แม้ว่าสามารถเข้าใจได้ถึงความอยากอาหารของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ก็ตาม…

แม่และเด็ก

การคุมกำเนิดในภาวะที่ยังไม่พร้อมมีบุตร

การคุมกำเนิด หรือ การป้องกันการตั้งครรภ์ คือ
การป้องกันไม่ให้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
ผ่านกลไกในการป้องกันการตั้งครรภ์หลายกลไก เช่น
การป้องกันไม่ให้มีการตกไข่,
การป้องกันไม่ให้ไข่กับอสุจิเกิดการปฏิสนธิ และ
การป้องกันไม่ให้มีการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูก
โดยข้อควรคำนึงในการเลือกวิธีคุมกำเนิด
มีหลักในการพิจารณา ดังนี้ ความสะดวกในการใช้วิธีต่างๆ
ดังกล่าว, ความสะดวกในการเข้าถึงการคุมกำเนิด,
ระยะเวลาที่ต้องการคุมกำเนิด,
ความสามารถในการป้องกันการตั้งครรภ์ของวิธีคุมกำเนิด,
ความสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และ
โรคประจำตัวหรือข้อเสียในวิธีคุมกำเนิดแต่ละวิธี
ขณะที่ชนิดของการคุมกำเนิดนั้นมีมากมายหลายชนิดหลากวิธี
สามารถแบ่งออกได้หลายประเภทแล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งปร
ะเภท ทั้งนี้ ในที่นี้แบ่งตามระยะเวลาในการคุมกำเนิด
โดยแบ่งออกเป็น…
การคุมกำเนิดชั่วคราว
เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะมีอยู่เพียง
ชั่วคราว เมื่อหยุดใช้จะสามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้เอง
เหมาะสำหรับผู้ที่ยังต้องการมีบุตรในอนาคต
โดยสามารถเลือกได้ตั้งแต่ ถุงยางอนามัย, ยาเม็ดคุมกำเนิด,
ยาฉีดคุมกำเนิด, ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน, ห่วงคุมกำเนิด ไปจนถึง
แผ่นแปะคุมกำเนิด
ส่วนการคุมกำเนิดถาวร
เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ทำครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้ตลอดชีวิต
ไม่สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้เองอีก
เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมีบุตรอีกแล้ว
โดยวิธีการนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ การทำหมัน
ซึ่งนิยมทำในเพศหญิง

ข้อดีของการทำหมันในเพศหญิง คือ
ผ่าตัดครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้ตลอดชีวิต
ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการคุม กำเนิดการตั้งครรภ์
และทำให้เพิ่มความสุขทางเพศ เพราะไม่ต้องกังวลต่อการตั้งครรภ์
แต่ข้อเสียของการทำหมันในเพศหญิง คือ
ต้องได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์ ทำให้เกิดแผลเป็นที่หน้าท้อง
หากต้องการมีบุตรเพิ่มอีกต้องได้รับการผ่าตัดแก้หมัน
โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ในการผ่าตัดเฉพาะทาง
ขณะที่ข้อดีของการทำหมันในเพศชาย คือ
ผ่าตัดครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้ตลอดชีวิต
การผ่าตัดทำได้ง่ายใช้เวลาน้อย ใช้เพียงยาชาเฉพาะที่
ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ จึงทำให้เพิ่มความสุขทางเพศ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการทำหมันในชาย คือ
ต้องได้รับการผ่าตัดจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึ
กฝนมา หากต้องการมีบุตรเพิ่มอีก
ต้องได้รับการผ่าตัดแก้หมันโดยผู้เชี่ยวชาญ
และใช้เครื่องมือในการผ่าตัดเฉพาะ
ซึ่งการผ่าตัดทำหมันในเพศชาย
จะเป็นเป็นการคุมกำเนิดโดยผ่าตัดผูกหลอดนำอสุจิที่บริเวณ
อัณฑะ ทำให้ไม่มีตัวอสุจิออกมากับน้ำเชื้อ
จึงไม่มีการปฏิสนธิของอสุจิกับไข่ ส่วนในเพศหญิง
เป็นการคุมกำเนิดโดยการตัดผูกท่อนำไข่ 2 ข้าง
ทำให้ตัวอสุจิไม่สามารถเข้าปฏิสนธิกับไข่ได้จึงไม่มีการตั้งครรภ์
ซึ่งพบอัตราการตั้งครรภ์หลังผ่าตัด ประมาณ 0.2 – 0.7%…

แม่และเด็ก

ตากุ้งยิง โรคยอดฮิตในวัยเด็ก

โรคตากุ้งยิง คือ โรคชนิดหนึ่งเกี่ยวกับตา
โดยจะเกิดอาการอักเสบที่บริเวณ หนังตา ขนตา หรือ
ต่อมไขมันที่เปลือกตา แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
ตากุ้งยิงชนิดหัวผุด และ ตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน
ตากุ้งยิงชนิดหัวผุด หรือจะเรียกว่า ตากุ้งยิงภายนอก
ทางการแพทย์เรียก External hordeolum
เกิดจากการอักเสบของต่อมเหงื่อบริเวณผิวหนัง ที่โคนขนตา
จะมีอาการเกิดหัวฝีเห็นได้อย่างชัดเจนที่ขอบตา
ลักษณะของฝีจะไม่ใหญ่
ขณะที่ ตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน หรือจะเรียกว่า
ตากุ้งยิงภายใน ทางการแพทย์เรียก Internal hordeolum
เกิดจากการอักเสบของต่อมไขมันที่เยื่อบุเปลือกตา
ต้องปลิ้นเปลือกตาจึงจะสามารถมองเห็นฝี มักจะมีขนาดใหญ่
โดย โรคตากุ้งยิง สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย
โอกาสของการเกิดโรคมีเท่ากันทั้งในชายและหญิง
แต่จะพบมากในผู้ป่วยเด็กที่อายุไม่เกิน 10 ปี
เนื่องจากภูมิคุ้มกันโรคของเด็กยังจัดการกับเชื้อโรคได้ไม่ดีเท่าผู้ใ
หญ่
ซึ่ง โรคตากุ้งยิง เกิดจากการติดเชื้อ Staphylococcus
aureus สามารถหายเองได้ แต่ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคตากุ้งยิง
จะพบมากในผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคเบาหวาน
คนที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง หรือ คนที่มีไขมันในเลือดสูง
หรือติดเชื้อจากการขยี้ตาบ่อยๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด
การทำความสะอาดรอบดวงตาไม่ดี
ทำให้ฝุ่นและสารละคายเคืองเข้าสู่ดวงตาง่าย
และการไม่รักษาความสะอาดของคอนแทคเลนส์
ทำให้สิ่งสกปรกเจือปนเข้าสู่ดวงตา
เมื่อดวงตาเริ่มติดเชื่อ จะมีอาการเจ็บๆ คันๆ ที่เปลือกตา
ต่อมาเปลือกตาจะเริ่มบวมแดง และรู้สึกปวดบริเวณเปลือกตา
เกิดการมีก้อนที่บริเวณเปลือกตา และอาการปวดบริเวณหนังตา
จะเกิดเวลา กรอกตา หรือ หลับตา

จากนั้นจะเกิดหนองที่บริเวณเปลือกตา ถ้าหนองเกิดแตก
จะทำให้ขี้ตาเป็นสีเขียว หากกดลงไปบริเวณก้อนจะรู้สึกเจ็บ
ก้อนที่หนังตาจะกลายเป็นฝี และหัวเป็นหนองภายใน 5 วัน
ซึ่งหนองจะแตกไปเอง และจะค่อยๆ ยุปไป กระทั่งหายไปเอง
ปิดท้ายที่การรักษาโรคตากุ้งยิง
ควรประคับประครองอาการของโรคไม่ให้ลามหรืออักเสบมากขึ้น
สามารถทำได้หลายวิธี อาทิเช่น การใช้ยาหยอดตา
เพื่อทำรักษาความสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อมากขึ้น
และการรับประทานยาแก้อักเสบ บรรเทาอาการปวดของหนังตา
หรือการผ่าเอาหนองออก จะใช้สำหรับกรณีที่มีอาการรุนแรง
โดยสังเกตุอาการว่ามีก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บตา
มีเลือดออกที่เปลือกตา มีตุ่มน้ำเกิดขึ้นที่เปลือกตา
ที่เปลือกตามีสะเก็ด สายตาผิดปกติ ต้องรีบเข้าพบแพทย์
เพื่อผ่าตัดดูดหนอง ก่อนที่จะลามไปมากกว่านี้…

แม่และเด็ก

การดูแลลูกน้อยในช่วงหน้าฝน และโรคที่ควรระวัง

จากสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตก กระจายความเปียกชื้นไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ มีทั้งเชื่อไวรัส
และเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหน้าฝนในเด็ก เพราะมีความเสี่ยงสูง
เนื่องจากภูมิต้านทานร่างกายยังไม่แข็งแรง อาจติดเชื้อได้ง่าย
1.ไข้หวัดใหญ่โรคอันตรายในเด็ก
จะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว มีอาการจามไอ ไม่อยากทานอาหาร
เด็กเล็กที่ยังสื่อสารไม่ได้มีอาการไข้สูงกระสับกระส่าย ซึมลง ส่วนเด็กที่สื่อสารได้จะหงุดหงิด ไม่ทานอาหาร ไข้
หวัดใหญ่ในเด็กถ้าเป็นนานเด็กจะมีภาวะขาดนํ้า ไม่ทานอาหาร ถ้าเป็นนานจะนำสู่โรคหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ
และอาจเป็นไซนัสอักเสบร่วมด้วย และอาจมีโรคที่มีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาสมทบ จะทำให้หลอดลม
และหลอดลมฝอยอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ โดยเชื้อนี้ทำให้มีเสมหะอัดในจมูก
จึงต้องมาพ่นยา
2.โรคมือ เท้า ปาก
เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส และคอคซาคีไวรัส เป็นสาเหตุ มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี
พบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ซึ่งมักมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต จะพบมากในช่วงฤดูร้อน
ไวรัสจะทำให้มีไข้ เจ็บคอและมีแผลเกิดขึ้นในปากบนฝ่ามือและฝ่าเท้า ในบางรายอาจพบที่ก้นด้วย
โดยผื่นที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะกลายเป็นตุ่มพองใสและแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ
อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ผู้ปกครองสามารถป้องกันโรคมือ เท้า
ปากได้โดยการหลีกเลี่ยงการให้เด็กใกล้ชิดกับผู้ป่วย และการรักษาสุขอนามัยที่ดี
3.ไข้เลือดออกโรคอันตรายในเด็ก
เกิดจากเชื้อไวรัส ที่อยู่ในตัวยุงลาย เมื่อยุงตัวที่มีเชื้อไข้เลือดออกไปกัดเด็ก เด็กก็จะได้รับเชื้อไข้เลือดออกมาทันที
ความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสชนิดนี้ เด็กจะมีไข้สูง ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว
สองวันแรกอาจไอมีนํ้ามูก สิ่งสำคัญเด็กจะมีจุดจํ้า ๆ เล็ก ๆ ตามตัว เหมือนเอาปากกาแดงจิ้มบนผิวหนัง การรักษา
รักษาตามอาการ แพทย์จะตรวจเลือดทุกวันเพื่อติดตามเรื่องเกร็ดเลือด หากเกร็ดเลือดต่ำอาจต้องให้เลือด
ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล ให้ดื่มนํ้าเกลือที่แพทย์ให้ทานอาหารอ่อน ๆ หลีกเลี่ยงอาหารมีสีดำหรือสีแดง
เพื่อให้ง่ายต่อการรักษา
4.ไข้กาฬหลังแอ่นโรคอันตรายในเด็ก
โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่าซึ่งมีหลายสายพันธุ์ ใน เดิมส่วนใหญ่พบในพื้นที่ริมชายแดน
ที่ปัจจุบันกลับมาเจอโรคนี้ในเมืองมากขึ้น ด้วยมีแรงงานต่างด้าวที่เป็นพาหะ
ส่วนใหญ่โรคนี้เป็นแล้วเสียชีวิต จากสถิติย้อนหลังพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิต จากโรคนี้ในประเทศไทยปีละไม่เกิน
10 คน เมื่อร่างกายได้รับเชื้อจะซึมลง มีปัญหาด้านสมอง ติดกันได้ทางการหายใจ นํ้าลาย โรคนี้ติดง่าย
ทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดการแพร่กระจายลุกลามในกระแสโลหิตและทำให้เสียชีวิตได้
ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที…