การคลอด

  • Category Archives : การคลอด

ตากุ้งยิง โรคยอดฮิตในวัยเด็ก

โรคตากุ้งยิง คือ โรคชนิดหนึ่งเกี่ยวกับตา
โดยจะเกิดอาการอักเสบที่บริเวณ หนังตา ขนตา หรือ
ต่อมไขมันที่เปลือกตา แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
ตากุ้งยิงชนิดหัวผุด และ ตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน
ตากุ้งยิงชนิดหัวผุด หรือจะเรียกว่า ตากุ้งยิงภายนอก
ทางการแพทย์เรียก External hordeolum
เกิดจากการอักเสบของต่อมเหงื่อบริเวณผิวหนัง ที่โคนขนตา
จะมีอาการเกิดหัวฝีเห็นได้อย่างชัดเจนที่ขอบตา
ลักษณะของฝีจะไม่ใหญ่
ขณะที่ ตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน หรือจะเรียกว่า
ตากุ้งยิงภายใน ทางการแพทย์เรียก Internal hordeolum
เกิดจากการอักเสบของต่อมไขมันที่เยื่อบุเปลือกตา
ต้องปลิ้นเปลือกตาจึงจะสามารถมองเห็นฝี มักจะมีขนาดใหญ่
โดย โรคตากุ้งยิง สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย
โอกาสของการเกิดโรคมีเท่ากันทั้งในชายและหญิง
แต่จะพบมากในผู้ป่วยเด็กที่อายุไม่เกิน 10 ปี
เนื่องจากภูมิคุ้มกันโรคของเด็กยังจัดการกับเชื้อโรคได้ไม่ดีเท่าผู้ใ
หญ่
ซึ่ง โรคตากุ้งยิง เกิดจากการติดเชื้อ Staphylococcus
aureus สามารถหายเองได้ แต่ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคตากุ้งยิง
จะพบมากในผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคเบาหวาน
คนที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง หรือ คนที่มีไขมันในเลือดสูง
หรือติดเชื้อจากการขยี้ตาบ่อยๆ ด้วยมือที่ไม่สะอาด
การทำความสะอาดรอบดวงตาไม่ดี
ทำให้ฝุ่นและสารละคายเคืองเข้าสู่ดวงตาง่าย
และการไม่รักษาความสะอาดของคอนแทคเลนส์
ทำให้สิ่งสกปรกเจือปนเข้าสู่ดวงตา
เมื่อดวงตาเริ่มติดเชื่อ จะมีอาการเจ็บๆ คันๆ ที่เปลือกตา
ต่อมาเปลือกตาจะเริ่มบวมแดง และรู้สึกปวดบริเวณเปลือกตา
เกิดการมีก้อนที่บริเวณเปลือกตา และอาการปวดบริเวณหนังตา
จะเกิดเวลา กรอกตา หรือ หลับตา

จากนั้นจะเกิดหนองที่บริเวณเปลือกตา ถ้าหนองเกิดแตก
จะทำให้ขี้ตาเป็นสีเขียว หากกดลงไปบริเวณก้อนจะรู้สึกเจ็บ
ก้อนที่หนังตาจะกลายเป็นฝี และหัวเป็นหนองภายใน 5 วัน
ซึ่งหนองจะแตกไปเอง และจะค่อยๆ ยุปไป กระทั่งหายไปเอง
ปิดท้ายที่การรักษาโรคตากุ้งยิง
ควรประคับประครองอาการของโรคไม่ให้ลามหรืออักเสบมากขึ้น
สามารถทำได้หลายวิธี อาทิเช่น การใช้ยาหยอดตา
เพื่อทำรักษาความสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อมากขึ้น
และการรับประทานยาแก้อักเสบ บรรเทาอาการปวดของหนังตา
หรือการผ่าเอาหนองออก จะใช้สำหรับกรณีที่มีอาการรุนแรง
โดยสังเกตุอาการว่ามีก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บตา
มีเลือดออกที่เปลือกตา มีตุ่มน้ำเกิดขึ้นที่เปลือกตา
ที่เปลือกตามีสะเก็ด สายตาผิดปกติ ต้องรีบเข้าพบแพทย์
เพื่อผ่าตัดดูดหนอง ก่อนที่จะลามไปมากกว่านี้…

การดูแลลูกน้อยในช่วงหน้าฝน และโรคที่ควรระวัง

จากสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตก กระจายความเปียกชื้นไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ มีทั้งเชื่อไวรัส
และเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหน้าฝนในเด็ก เพราะมีความเสี่ยงสูง
เนื่องจากภูมิต้านทานร่างกายยังไม่แข็งแรง อาจติดเชื้อได้ง่าย
1.ไข้หวัดใหญ่โรคอันตรายในเด็ก
จะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว มีอาการจามไอ ไม่อยากทานอาหาร
เด็กเล็กที่ยังสื่อสารไม่ได้มีอาการไข้สูงกระสับกระส่าย ซึมลง ส่วนเด็กที่สื่อสารได้จะหงุดหงิด ไม่ทานอาหาร ไข้
หวัดใหญ่ในเด็กถ้าเป็นนานเด็กจะมีภาวะขาดนํ้า ไม่ทานอาหาร ถ้าเป็นนานจะนำสู่โรคหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ
และอาจเป็นไซนัสอักเสบร่วมด้วย และอาจมีโรคที่มีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาสมทบ จะทำให้หลอดลม
และหลอดลมฝอยอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ โดยเชื้อนี้ทำให้มีเสมหะอัดในจมูก
จึงต้องมาพ่นยา
2.โรคมือ เท้า ปาก
เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส และคอคซาคีไวรัส เป็นสาเหตุ มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี
พบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ซึ่งมักมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต จะพบมากในช่วงฤดูร้อน
ไวรัสจะทำให้มีไข้ เจ็บคอและมีแผลเกิดขึ้นในปากบนฝ่ามือและฝ่าเท้า ในบางรายอาจพบที่ก้นด้วย
โดยผื่นที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะกลายเป็นตุ่มพองใสและแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ
อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ผู้ปกครองสามารถป้องกันโรคมือ เท้า
ปากได้โดยการหลีกเลี่ยงการให้เด็กใกล้ชิดกับผู้ป่วย และการรักษาสุขอนามัยที่ดี
3.ไข้เลือดออกโรคอันตรายในเด็ก
เกิดจากเชื้อไวรัส ที่อยู่ในตัวยุงลาย เมื่อยุงตัวที่มีเชื้อไข้เลือดออกไปกัดเด็ก เด็กก็จะได้รับเชื้อไข้เลือดออกมาทันที
ความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสชนิดนี้ เด็กจะมีไข้สูง ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว
สองวันแรกอาจไอมีนํ้ามูก สิ่งสำคัญเด็กจะมีจุดจํ้า ๆ เล็ก ๆ ตามตัว เหมือนเอาปากกาแดงจิ้มบนผิวหนัง การรักษา
รักษาตามอาการ แพทย์จะตรวจเลือดทุกวันเพื่อติดตามเรื่องเกร็ดเลือด หากเกร็ดเลือดต่ำอาจต้องให้เลือด
ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล ให้ดื่มนํ้าเกลือที่แพทย์ให้ทานอาหารอ่อน ๆ หลีกเลี่ยงอาหารมีสีดำหรือสีแดง
เพื่อให้ง่ายต่อการรักษา
4.ไข้กาฬหลังแอ่นโรคอันตรายในเด็ก
โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่าซึ่งมีหลายสายพันธุ์ ใน เดิมส่วนใหญ่พบในพื้นที่ริมชายแดน
ที่ปัจจุบันกลับมาเจอโรคนี้ในเมืองมากขึ้น ด้วยมีแรงงานต่างด้าวที่เป็นพาหะ
ส่วนใหญ่โรคนี้เป็นแล้วเสียชีวิต จากสถิติย้อนหลังพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิต จากโรคนี้ในประเทศไทยปีละไม่เกิน
10 คน เมื่อร่างกายได้รับเชื้อจะซึมลง มีปัญหาด้านสมอง ติดกันได้ทางการหายใจ นํ้าลาย โรคนี้ติดง่าย
ทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดการแพร่กระจายลุกลามในกระแสโลหิตและทำให้เสียชีวิตได้
ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที…

ไขข้อข้องใจ ทารกแรกเกิดควรได้รับอาหารประเภทไหนกันแน่

หนึ่งในปัญหาสำหรับคุณแม่มือใหม่ก็คือ
ยังไม่ทราบว่าควรให้ลูกน้อยในวัยทารกแรกเกิดรับประทานอาหารแบบไหนกันแน่
ลองมาไขข้อข้องใจกันดูเลย

ในวัยแรกเกิดซึ่งเด็กยังคงเป็นทารกอยู่นั้น
เรื่องของอาหารการกินเป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ
มันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนอย่างมาก
ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครที่ยังไม่เคยเลี้ยงเด็กในวัยนี้มาก่อน
ซึ่งก็ควรที่จะต้องเรียนรู้ เพื่อปฏิบัติกับตัวเด็กได้อย่างเหมาะสมที่สุด

ในช่วงแรกสุดนั้น
อาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กทารกก็คืออาหารธรรมชาติอย่างนมแม่
ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย
แม้ว่าปัจจุบันจะมีนมผงผลิตออกมาเมื่อสร้างความสะดวกสบาย
แต่รวมแล้วก็ยังมีสารอาหารไม่เทียบเท่ากับนมแม่ตามธรรมชาติอยู่ดี

โดยการป้อนนมแม่สำหรับเด็กในวัยนี้
ไม่จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของปริมาณสักเท่าไหร่นัก
ให้ป้อนพอให้เด็กรู้สึกอิ่มและนอนหลับสบายก็เพียงพอ
ซึ่งการให้นมแต่ละครั้งควรให้ราวๆ ครึ่งชั่วโมง และให้นมลูกอย่างน้อย 8
ครั้งต่อวัน

จากนั้นเมื่อเด็กทารกมีอายุ 4-6 เดือน ช่วงนี้อาจเพิ่มอาหารที่รับประทานง่าย
ย่อยง่ายเข้าไปด้วยก็ได้ เนื่องจากนมแม่นั้นจะมีสารอาหารลดลงไปเรื่อยๆ
เราสามารถป้อนข้าวบด
หรือว่าผลไม้ที่รับประทานง่ายให้กับลูกน้อยเพิ่มเข้าไปด้วยก็ได้ ขณะที่น้ำต้มผัก
ให้ทดสอบดูก่อนว่าลูกสามารถทานได้หรือเปล่า โดยให้เริ่มที่การป้อนสักช้อนชา
ถ้าหากว่าไม่มีปัญหาอะไรก็สามารถป้อนต่อไปได้เลย
แต่สิ่งที่ควรเลี่ยงก็คืออาหารประเภทถั่ว เพราะเด็กบางคนจะมีอาการแพ้

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นครบครึ่งปีแล้ว ลองฝึกให้ลูกน้อยทานอาหารอย่างเช่นกล้วย,
มันฝรั่ง, ข้าวกล้อง ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างควรต้มให้เปื่อยเสียก่อน เพื่อที่จะได้ย่อยง่าย
หรือไม่ก็ควรบดให้ละเอียด เมื่อโตขึ้นมาอีกก็ค่อยเพิ่มเนื้อสัตว์เข้าไป
แต่ไม่ควรเป็นชิ้นใหญ่นัก ทางที่ดีควรสับให้ละเอียดแล้วปั้นเป็นก้อนเล็กๆ
ก็จะถือว่ารับประทานง่ายสำหรับเด็กในวัยนี้

จากนั้นเมื่อเด็กเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นแล้วก็สามารถฝึกให้เด็กรับประทานข้าวเม็ด
โดยที่ไม่ต้องป้อนข้าวบดเหมือนกับแต่ก่อนแล้ว
ขณะที่อาหารทั่วไปก็สามารถเพิ่มผลไม้ที่รสเปรี้ยวเข้าไปด้วยก็ได้ อย่างเช่น
ผลไม้ประเภทเบอร์รี่ เป็นต้น

เมื่อลูกอายุครบ 1 ปี ก็ควรฝึกให้รับประทานอาหารด้วยตนเองบ้าง
ต้องทำใจว่าอาจจะต้องมีเลอะเทอะเปรอะเปื้อน
เนื่องจากเด็กยังไม่รู้วิธีใช้ช้อนส้อมอย่างถูกต้อง แต่ก็ควรฝึกเอาไว้แต่เนิ่นๆ

นี่ก็คือแนวทางการให้อาหารสำหรับเด็กทารกแรกเกิด
ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย…

ปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการเติบโตทางสมองของทารก

ทารกหรือเด็กแรกเกิดนั้นจะมีวิวัฒนาการส่วนต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นสมองหรือร่างกาย
แน่นอนว่าการได้รับสารอาหารที่ดีจะช่วยให้ร่างกายและสมองเจริญเติบ
โตได้ดี
โดยเฉพาะสมองของมนุษย์เพราะเป็นศูนย์รวมการควบคุมทุกส่วนของร่
างกาย ความเก่ง ความอัจฉริยะ ไหวพริบ ความคิดสร้างสรรค์ ต่างๆ
นาๆ มาจากการทำงานของสมองทั้งสิ้น
ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้องได้รับการกระตุ้น
แต่ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับสมองทารกก่อน
ซึ่งเด็กแรกเกิดประกอบด้วย เซลล์ประสาทหนึ่งแสนล้านเซล
ซึ่งเซลล์เหล่านี้ยังมีการเชื่อมต่อกันน้อย เมื่อทารกอายุ 1 ปี
น้ำหนักสมองจะเพิ่มเป็น 1,100 กรัม เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเลยทีเดียว
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้
มีผลมาจากการขยายตัวของเซลล์ประสาทและเพิ่มเครือข่ายเส้นใยเซล
ล์ประสาทไปเชื่อมต่อกับจุดต่างๆ

โดยสมองของทารกจะสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่ออย่า
งรวดเร็วภายใน 3 ปีแรก น้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่า 80%
หากทารกได้รับการดูแลและกระตุ้นพัฒนาการอย่างถูกวิธี
เครือข่ายเส้นใยประสาทจะถูกสร้างขึ้นมากถึง
หนึ่งล้านล้านเครือข่ายและหนึ่งล้านล้านจุดเชื่อมต่อ
ซึ่งมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่าตัว
และแน่นอนว่าทักษะความสามารถด้านการเรียนรู้ ความจำ การคิด
และอื่นๆ จะถูกพัฒนาได้อย่างรวดเร็วด้วย
ซึ่งหลักๆแล้ว ปัจจัยการเติบโตทางสมองของเด็กทารกก็จะมีอยู่ 5
ส่วนด้วยกัน นั้นก็คือสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ นอกจากนี้ ใจ
ก็มีส่วนสำคัญด้วยเช่นเดียวกันโดยเฉพาะในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก
ซึ่งจะมีผลดังนี้

1.หู

เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการได้ยินซึ่งสารมารถทำได้ตั้งแต่ทา
รกอยู่ในครรภ์ เช่น การเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ เสียงธรรมชาติ
เสียงการทำกิจวัตรประจำวัน การพูดคุยกับลูก ในเรื่องที่หลากหลาย
การร้องเพลงให้ฟัง การอ่านหนังสือหรือนิทาน เป็นต้น
2.ตา
แน่นอนว่าตาคือการกระตุ้นประสาทสัมผัสทางการมองเห็น
เด็กทารกมองเห็นตั้งแต่อยู่ในครรภ์
และเมื่อคลอดมาแล้วกระตุ้นด้วยการใช้สีสันสดใสและความหลากหลาย
ของอุปกรณ์เครื่องใช้ ของเล่น อาหาร
ผู้คนและสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ
3.จมูก
คือประสาทสัมผัสผ่านกลิ่น
การฝึกให้เด็กได้สูดดมกลิ่นที่หลากหลาย หอมละมุน
จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ประสาทสมองด้านนี้ได้
4.ลิ้น
นั้นหมายถึงประสาทสัมผัสการลิ้มรสชาติต่างๆ ทั้ง เปรี้ยว หวาน
มัน เค็ม เผ็ด โดยเพิ่มขึ้นทีละนิดตามอายุของเด็ก
5.กาย
ประสาทสัมผัสทางกายตั้งแต่หัวจรดเท้า
เปิดโอกาสให้ลูกทดลองและเรียนรู้ทุกอย่างรอบตัว
จากสิ่งต่างๆที่สามารถสัมผัสได้
ส่วนอย่างสุดท้ายคือใจ
หลายคนอาจจะคิดว่าใจสามารถสัมผัสได้ด้วยหรือ
แต่ในที่นี้หมายถึงความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
จะทำให้ทารกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย
และมีความมั่นคงทางจิตใจและความรู้สึก
ซึ่งจะถูกสะสมบ่มเพาะเป็นพื้นฐานนิสัยและบุคลิกภาพของเด็ก…

เทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกได้

พ่อแม่ทุกคนต่างก็พยายามสรรหาสิ่งที่ดีที่สุด
เพื่อมาช่วยให้การพั?นาการทางด้านร่างกาย อารมณื และสมอง
เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
โดยเฉพาะเรื่องความสูงที่พ่อแม่หลายคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ
โดยปกติแล้วเด็กผู้หญิงจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงอายุ 9-12
ขวบ หลังจากนั้นอัตราการเพิ่มความสูงจะค่อย ๆ ลดลง และคงที่เมื่ออายุ
16-18 ปี ส่วนเด็กผู้ชายนั้นจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงอายุ 10-14
ปี จากนั้นอัตราการเพิ่มความสูงจะค่อยลดลง และคงที่เมื่ออายุ 18-20 ปี
วันนี้เราจึงได้รวบรวมเทคนิคดี ๆ
ที่จะช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกของคุณมาฝากกัน
1. เสริมกระดูกด้วยแคลเซียม

มีงานวิจัยจากต่างประเทศระบุว่า
การดื่มนมมีความสัมพันธ์กับความสูงของเด็ก
ดังนั้นควรให้ลูกดื่มนมจืดวันละประมาณ 400 มิลลิกรัม
พร้อมทั้งทานอาหารให้ครบ 5
หมู่ให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายก็จะช่วยเพิ่มความสูงได้
นอกจากนั้นการทานปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้แข็ง และ ผักสีเขียวเข้ม
ก็ยังช่วยเพิ่มปริมาณแคลเซียมได้
2.พักผ่อนให้เพียงพอ
ควรให้เด็กนอนหลับให้สนิทประมาณวันละ 8-10 ชั่วโมง
เพราะการนอนหลับที่เพียงพอจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ช่วย
ในการเจริญเติบโต ทำให้กระบวนการต่าง ๆ
ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถช่วยเพิ่มความสูงได้
3. ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ
จะทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมน growth hormone
ส่งผลให้การสร้างกระดูกเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งพ่อแม่ควรให้เด็กออกกำลังกายอย่างน้อยวัน 10-15 นาที
และกิจกรรมที่ควรทำคือ กระโดดเชือก หรือ เล่นบาสเกตบอล
พัฒนาการของลูกเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด
โดยเฉพาะในด้านร่างกาย ที่จะต้องให้ความใส่ใจเรื่องอาหาร การพักผ่อน
และ การออกกำลังกาย เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการความสูงของลูกคุณ…

เรื่องง่ายๆพาแม่ออกกำลังกาย

เชื่อว่าคุณแม่หลายคนมักมีข้ออ้างเสมอในการไม่ออกกำลังกาย ข้ออ้างหลักๆก็คือไม่มีเวลา
วันนี่เราจะมากำจัดข้ออ้างเหล่านี้ของคุณออกไป
เพราะเราจะมาแนะนวิธีการออกกำลังกายง่ายๆและทำได้ที่บ้านมาฝากกันสำหรับคุณผู้ชายที่อยากออกกำลังกายแต่ไม่
มีเวลา
1.วิดพื้น เป็นการออกกำลังกายแบบน้อยแต่มาก น้อยในที่นี้คือใช้พื้นที่น้อยแต่ได้ประโยชน์มาก
เพราะสามารถช่วยให้คุณได้บริหารร่างกายในหลายๆส่วนได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นแขน ไหล่ หน้าอก
รวมไปถึงแผ่นหลัง หรือไม่ ก็ลองงอเข่า สลับกันไปก็ได้เหมือนกัน
2กระโดด สำหรับหนุ่มๆที่ยังมีข้อเข่าที่แข็งแรง การกระโดดจะช่วยให้คุณเสริมความแข็งแรงของขา และ
กระดูกสันหลัง และยังช่วยให้หัวใจแข็งแรงด้วย ลองเดิน สลับกับการกระโดดสัก 2 – 3 ที หรือไม่ก็ลองกระโดด
แตะเพดานบ้านก็ได้

3วิ่งจ๊อกกิ้ง วิธีง่ายๆสุดเบสิกแต่ได้ผลแน่นอน คุณสามารถเพิ่มความเร็ว มาเป็นการวิ่งอยู่กับที่ ได้ผลพอกัน
เรียกเหงื่อได้ดีด้วย ถ้ามีบริเวณก็วิ่งไปรอบๆได้

4ยกขา การยกขา เพื่อความกระชับทุกสัดส่วน และเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กับช่วงขา สะโพก
ช่วยยืดเส้นได้ดีอีกด้วย วิธีการคือคุณยกขาให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้หรือจะยกพาดกับเก้าอี้ หรือโซฟาก็ได้
หากรู้สึกตึง ก็งอเข่า ค่อยๆทำ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย
5เต้น ใครว่าผู้ชายเต้นไม่ได้ หากออกกำลังกายในบ้านคุณสามารถจะออกท่าทางตามความชอบได้โดยไม่ต้องอาย
เป็นวิธีการเรียกเหงื่อที่ดูสนุกที่สุดวิธีหนึ่ง เลือกเพลงที่ชื่นชอบ และเต้นไปตามจังหวะของเพลง
มันเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายมากที่เดียว แถมยังจะช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้น จากการฟังเพลงอีกด้วย
การออกกำลังกายจริงๆแล้วยังมีอีกหลาายวิธีที่สามารถออกกำลังกายง่ายๆได้ที่บ้านของคุณ
อย่าพยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองเพราะสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ…

วิธีง่ายๆแก้ปัญหามีลูกยากทำแล้วได้ผลจริง

ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาสำคัญที่คู่รักหลายๆ คู่ หากคุณเป็นคู่สามี ภรรยาที่กำลังพยายามมีลูก
จนกระทั่งมาพบความผิดปกติบางอย่าง หลังจากที่พยายามจะมีลูกมาแล้วหลายปี วันนี้เราจึงรวบรวมวิธี
แก้ปัญหามีลูกยากมาแนะนำกกันค่ะ จะมีวิธีไหนบ้างไปดูกันเลย
1.เพิ่มท่วงท่าลีล่าในการมีเพศสัมพันธ์
หลายคนอาจจะไม่ค่อยเรื่องนี้เท่าไร แต่การมีเพสสัมพันธ์ก็มีผลต่อการติดลูกเหมินกัน
โดยเฉพาะท่ามิชชันนารีเป็นท่าที่คุณผู้ชายสามารถชอดใส่อวัยวะได้ลึกที่สุด
เพื่อให้น้ำอสุจิเข้าถึงปากมดลูกได้โดยตรง ง่ายต่อการที่นำอสุจิเข้าไปผสมกับรังไข่
2.เพิ่มความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์
การมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ อย่างน้อยวันเว้นวันหรือสองวันครั้ง จะทำให้เพิ่มโอกาสมีลูกได้ง่ายขึ้น
3.ลดความเครียด
หากมีระความเครียดสูงเสี่ยงต่อการมีบุตรยาก เพราะผู้หญิงที่มีระดับของแอลฟาอะไมเลสสูง
ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวกับความเครียด ในขณะที่เกิดความเครียดนั้น จะทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน
ไข่ตกไม่ตรงเวลา
4.งดการดื่มกาแฟ
การดื่มกาแฟส่งผลให้มีลูกยากด้วยเช่นกัน เพราะในกาแฟมีคาเฟอีนผสมอยุ่มาก
โดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆอาจเสี่ยงต่อการแท้งได้
5.เลือกเวลาที่เหมาะสมสำหรับการมีเพศสัมพันธ์
เริ่มบันทึกรอบประจำเดือนเพื่อหาช่วงเวลาที่ร่างกายพร้อมมากที่สุด
ต้องรู้ช่วงเวลาที่กำลังจะเกิดการตกไข่ หากต้องการให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น
6.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดีและปกติ
ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเยอะ ทำให้มีลูกยาก
ซึ่งผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติหลายกิโลกรัมหรือเป็นโรคอ้วน
คุณก็จะต้องใช้เวลาให้การมีลูกเพิ่มขึ้นสองเท่า เพราะมีลูกได้ยากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกตินั่นเอง…

5 อาหารลดอาการท้องผูกของลูกน้อย

ปัญหาที่พ่อแม่มือใหม่มักจะเจอเป็นประจำก็คือ
ปัญหาลูกมีอาการท้องผูก
ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างมาก
ยิ่งถ้าเป็นเด็กที่ยังไม่สามารถสื่อสารด้วยได้ ยิ่งไปกันใหญ่
วันนี้เราจึงขอแนะนำวิธีป้องกันการเกิดอาการท้องผูกให้คุณพ่อคุณแม่ได้ล
องนำไปใช้ดู
1. น้ำสับปะรด
น้ำสับประรด มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ
ซึ่งสามารถทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
แต่แนะนำว่าให้คั้นน้ำสับประรดด้วยตัวเองจะดีกว่า
เพราะว่าเราสามารถชิมได้ว่ามีรสชาติอย่างไร
2. บล็อคโคลี่

บล็อคโคลี่ ถือเป็นตัวเลือกแรกที่จะช่วยลดอาการท้องผูก
เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย ราคาต่ำ และรสชาติไม่ขม เด็ก ๆ จึงสามารถทานได้
วิธีการก็ง่ายๆ นำบล็อกโคลี่ไปต้มให้สุก จากนั้นนำมาบดผสมอาหาร
แล้วนำมาให้ลูกทาน ก็ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นแล้ว
เนื่องจากบล็อกโคลี่มีกากใยอาหารสูง
3. แครอท
แครอทมีกากใยอาหารสูงไม่ต่างจากบล็อกโคลี่เลย
จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งวิธีการทานควรเป็นการทานแบบดิบ ๆ
เพราะว่าความร้อนจะทำให้ใยอาหารในแครอทหายไปได้
4. ลูกพีช
นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณแล้ว ลูกพีช
ยังสามารถช่วยให้ระบบขับถ่ายยทำงานได้ดียิ่งขึ้น
เนื่องจากมีไฟเบอร์ค่อนข้างสูง
ด้วยรสชาติที่หวานจึงเหมาะที่จะนำมาให้ลูกทานเพื่อแก้อาการท้องผูก
5. ลูกพรุน
ลูกพรุน นั้นอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายทั้ง ไฟเบอร์,
โพแทสเซียม และ วิตามินต่างๆ รวมถึงมีสารต้านอนุมูลอิสระด้วย
นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ จึงช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น
สำหรับพ่อแม่มือใหม่คนไหนที่กำลังเผชิญกับกับหน้านี้อยู่
ก้อย่าลืมนำวิธีการเหล่านี้ไปปรับใช้กับลูกของคุณได้
ถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยตรง…

มือ เท้า ปาก โรคอันตรายหน้าฝน

 

ความจริง มือ เท้า ปาก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส และสามารถพบได้ทั่วไปในเด็กเล็กตลอดทั้งปี แต่จะพบกันมาในฤดูฝน ที่น้ำเป็นตัวแพร่กระจายเชื้อโรคไปตามสถานที่ต่างๆ หากออกไปเล่นน้ำฝนไม่ระวัง ยุคนี้อาจป่วยไม่รู้ตัว

โดยอาการของโรคมือ เท้า ปาก จะมีไข้ เป็นแผลในปาก มีตุ่มน้ำใสตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และลำตัว เป็นโรคที่ไม่มีวิธีรักษาโดยเฉพาะ แต่การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ อาจช่วยให้พ่อแม่รู้จักวิธีป้องกันหรือบรรเทาอาการให้ดีขึ้น

วิธีบรรเทาอาการเริ่มแรก คือแผลในปาก พ่อแม่อาจใช้ลิโดเคน เจล ซึ่งเป็นยาชาเฉพาะที่ หรือ ซาลิไซเลตโคลีน เจล ยาช่วยลดความเจ็บปวดจากแผลในปาก แต้มลงบนบริเวณที่เป็นแผลหรือหยอดในปาก

นอกจากนี้ พ่อแม่อาจใช้ยารูปแบบสเปรย์ เช่น ยาเบนไซดามีน พ่นในปากสำหรับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป หากลูกน้อยโตพอที่จะบ้วนปากเองได้ อาจให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผลในช่องปาก

ส่วนอาการไข้สูง พ่อแม่ควรให้รับประทานยาแก้ปวดลดไข้ เช่น ยาพาราเซตามอล หรือยาไอบูโพรเฟน เพื่อช่วยลดไข้และบรรเทาอาการเจ็บแผลในปากไปในตัว โดยให้ยาตามปริมาณที่เหมาะสมกับอายุของเด็ก ซึ่งระบุไว้บนฉลาก และปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด

ขณะเดียวกันพ่อแม่ควรให้เด็กสวมเสื้อผ้าบางๆ โดยเฉพาะผ้าฝ้าย เพราะระบายอากาศและความร้อนได้ดี ทำให้เด็กรู้สึกสบายตัวขณะสวมใส่ อีกทั้งควรเปิดหน้าต่างหรือพัดลม เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก แล้วเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิปกติหรือน้ำอุ่น เพื่อไข้จะได้ลดลง

หลังจากนั้นหากผ่านไป 10 วัน ลูกน้อยฟื้นตัว พ่อแม่ก็เบาใจได้ แต่หากรู้สึกกังวลใจถึงแผลอักเสบภายในปาก และตุ่มพองที่เกิดขึ้นบนผิวหนังนิ้วมือ ฝ่ามือ หลังมือ รวมถึงฝ่าเท้า อาจไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาเพิ่มเติมได้

แต่กลับกันหากอาการป่วยของลูกน้อยไม่ดีขึ้นภายใน 7-10 วัน โดยมีไข้สูง ตัวร้อน หนาวสั่น ชักเกร็ง เกิดภาวะขาดน้ำ ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ หรือพบว่าลูกมีอาการซึมลง ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อให้การรักษาอย่างทันท่วงที

ซึ่งแม้ฟังมาทั้งหมดจะรู้สึกว่าโรคมือ เท้า ปาก ไม่น่ากังวล แต่การเรียนรู้วิธีป้องกันและรักษา จะช่วยให้ลูกน้อยของคุณปลอดภัยจากอันตราย เพราะโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส และสามารถกลับเป็นใหม่ได้ตลอด

ดังนั้น ทันทีลูกน้อยของคุณเริ่มมีอาการคล้ายโรคมือ เท้า ปาก ให้รีบสังเกตอาการตามที่เราได้บอกไป พร้อมเขียนใบลางดไปโรงเรียนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโรค ไม่ให้ไปติดกับเด็กคนอื่นอีก…

“เมียท้อง ต้องดูแล”

คุณแม่ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์หลายๆท่าน อาจมีสภาวะทางอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ ถือว่าเป็นช่วงที่คุณแม่ควรได้รับการเอาใจใส่มากที่สุด เพราะความสุขกายสบายใจของคุณแม่ มีความสำคัญอย่างมากกับสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ และผู้ที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดก็คือคุณสามีนั่นเอง คุณแม่หลายท่านมักมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนมากเป็นพฤติกรรมด้านลบจนคุณสามีอาจจะรู้สึกกังวล ถึงจะพยายามอธิบายให้บรรดาคุณสามีทั้งหลายฟังว่ามันเป็นธรรมชาติของคนท้อง เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนต่างๆในร่างกาย ก็ไม่รู้คุณสามีจะเชื่อและเข้าใจว่าที่คุณแม่อย่างเรามากน้อยแค่ไหนกันนะคะ อารมณ์เรามักจะขึ้นๆลงๆ เซนท์สิทีฟ น้ำตาแตกได้ง่ายๆแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม อยากให้เขาเข้าใจเรา เพราะสามีคือบุคคลสำคัญในยามที่ภรรยาต้องการกำลังใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ ไปจนถึงในช่วงใกล้คลอด คุณสามีต้องดูแลเอาใจใส่ เตรียมรับมือกับสภาวะทางอารมณ์ในช่วงนี้ด้วย

เราพอจะมีแนวทางปฏิบัติมาฝากคุณสามีที่มีภรรยากำลังตั้งครรภ์ดังนี้ค่ะ

  1. ไปฝากครรภ์กับภรรยาด้วยทุกครั้ง เพราะโดยปกติแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเดินทางไปพบแพทย์ทุกครั้งที่มีการนัดตรวจครรภ์ คุณสามีควรจะเดินทางไปพร้อมกับภรรยาเสมอ หากเกิดเหตุที่ต้องให้คิดแก้ปัญหาร่วมกัน คุณแม่จะได้มีคนคอยช่วยเหลือและที่สำคัญคือความอบอุ่นใจค่ะ
  2. สามีต้องคอยสังเกตอาการ และอารมณ์ความรู้สึกของภรรยาอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เธอเกิดอาการเครียด อาการวิตกกังวล ช่วยทำให้เธอผ่อนคลาย อารมณ์ดี หากเธอมีความสุข ลูกในท้องก็จะสุขไปด้วย
  3. ช่วงเวลาใกล้คลอด คือช่วงเวลาสำคัญ คุณแม่จะรู้สึกเจ็บปวด และกลัวอย่างมาก โดยเฉพาะการคลอดครั้งแรก ดังนั้น สามีควรอยู่ไม่ห่างจากภรรยา คอยพูดปลอบโยน ช่วยบีบนวด เช็ดหน้าเช็ดตัวให้แม่ท้องรู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกสดชื่นในช่วงเวลาที่รอคลอดนี้
  4. หากแม่ท้องมีอารมณ์แปรปรวน มีอารมณ์ขี้นๆ ลงๆ ให้คิดซะว่าเป็นเรื่องปกติ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อสามีเห็นว่าภรรยามีอารมณ์แปรปรวน ก็ต้องใจเย็นๆ ไม่ถือโทษโกรธกัน ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเป็นอย่างมาก สามีต้องมีความอดทน และให้กำลังใจภรรยา
  5. ช่วยแบ่งเบาภาระงานในบ้าน เมื่อก่อนงานบ้านอาจเป็นหน้าที่หลักของคุณภรรยา แต่เมื่อเธอกลายเป็นคนท้อง การทำงานบ้านอาจไม่เอื้อต่อสภาพร่างกายมากนัก การทำงานบ้านบางอย่างอาจอันตรายกับแม่และเด็กในท้อง คุณพ่อควรช่วยภรรยาทำงานบ้าน เพื่อให้คุณภรรยามีเวลาพักผ่อน รวมถึงเพื่อให้เธอและลูกปลอดภัยค่ะ
  6. หมั่นชมเชยภรรยาว่าสวยบ่อยๆ เพราะบางครั้ง ภรรยาตั้งครรภ์จะรู้สึกว่าไม่มั่นใจในรูปร่าง หน้าตาของตนเอง เพอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เธออาจจะรู้สึกท้อใจ ไม่สบายใจ ดังนั้น คุณสามีควรจะชมเชยภรรยาว่าสวยบ้าง ดูดีบ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภรรยา และที่สำคัญต้องไม่นอกใจเธอด้วยนะ